รีวิวนิยาย/อนิเมะ/การ์ตูน

รีวิว+สปอยบันทึกจอมโจรแห่งสุสาน เน้นภาคแรก

เต้ามู่ หรือ นิยายในชื่อไทยว่า
“บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน”

เน้นภาคแรก

——————————-

.. ก่อนอื่นต้องบอกไว้ก่อนว่า ที่เล่ามาทั้งหมด เป็นการเล่าจากความทรงจำที่อ่านมา ดังนั้นอาจมีผิดพลาดคลาดเคลื่อนไปบ้างนะจ๊ะ ^_^

รีวิวแบบไม่สปอย
(สปอยจะอยู่ช่วงท้าย) 

.. เรื่องนี้เป็นการเล่าเรื่องผ่านมุมมอง ตัวละครที่ชื่อ “อู๋เสีย” หรือที่ใครใคร(ในเรื่อง)เรียกว่า “นายน้อย” นายน้อยอู๋เสีย เป็นเจ้าของร้านค้าขายวัตถุโบราณที่เป็น 1ในสาขาของอาสาม

.. โดยอาสามของนายน้อย มีอาชีพฉากหน้าคือเจ้าของธุรกิจค้าขายวัถุโบราณ แต่ฉากหลังคือเป็นนักขุดสุสาน และเป็นกึ่งๆมาเฟียเจ้าถิ่นแห่งเมืองฉางซาเลยก็ว่าได้ โดยชื่อเรียกนายน้อย มาจากบรรดาลูกน้องของอาสามจะเรียก “อู๋เสีย” ว่า “นายน้อย”

.. นิสัยของนายน้อยอู๋เสีย จะเป็นคนที่อ่อนโยน มักมองคนในแง่ดี ขี้ใจอ่อน มีความใฝ่รู้ และอยากรู้อยากเห็น ถึงนายน้อยจะเรียนสถาปัตย์ แต่ด้วยต้องทำธุรกิจค้าขายวัถุโบราณ ก็เลยทำให้นายน้อยมีความรู้ในด้านประวัติศาสตร์โบราณของจีน รวมถึงความชำนาญในการดูโบราณวัตถุต่างๆของจีนด้วย

.. สำหรับอาชีพนักขุดสุสาน อาชีพนี้ถือได้ว่าเป็นอาชีพประจำตระกูลอู๋อันเก่าแก่ ที่ต้นตระกูลทำกันมาช้านาน แต่ด้วยปัจจุบัน การขุดสุสานได้กลายเป็นการกระทำที่ผิดกฏหมายไปแล้ว จึงต้องแอบทำ โดยญาติตระกูลอู๋ของนายน้อยนั้น มีเพียงอาสามเท่านั้น ที่ยังคงยึดอาชีพนี้  และไม่มีใครในตระกูลอยากให้นายน้อยข้องเกี่ยวกับการขุดสุสาน เลยพยายามกันนายน้อยออกจากงานนี้

.. แต่ด้วยนายน้อยสนิทและผูกพันธ์กับอาสามเป็นพิเศษ และได้ยินกิตติศักดิ์การขุดสุสานของอาสามเป็นที่เลื่องลือ ก็อยากลองขุดสุสานดูบ้าง  แต่กลับถูกกีดกันสั่งห้ามมาโดยตลอด

.. อยู่มาวันหนึ่งนายน้อยบังเอิญได้ลายแทงสุสานโบราณมา ก็เลยเอาไปให้อาสามช่วยดู สรุปว่าน่าจะเป็นสุสานสำคัญแห่งหนึ่งเลยก็ว่าได้ อาสามตัดสินใจไปตามหาสุสานแห่งนั้น และแน่นอนว่า ไม่ยอมให้นายน้อยไปด้วย

..แต่นายน้อยก็ไม่ยอม เลยขู่ว่าถ้าไม่ให้ไป ก็จะไม่ให้แผนที่ที่เขาหามาได้ อาสามเลยจำใจต้องให้อู๋เสียตามมาด้วย โดยคณะขุดสุสานของอาสาม จะมีตัวละครสำคัญอีก2คน นั่นคือพานจือ ผู้ซึ่งเป็นลูกน้องคนสนิทที่รักและเทิดทูอาสามจนสามารถตายแทนได้ และก็รักและเป็นห่วงอู๋เสียด้วยใจจริงเช่นกัน ส่วนอีกคน เป็นคนที่สำคัญมากที่สุดในเรื่อง จะเป็นรองแค่นายน้อยอู๋เสียของเรา ในสายวายอย่างเราๆ จะเรียกเขาว่าเป็นพระเอกของเรื่อง ส่วนนายเอกก็แน่นอน ต้องเป็นนายน้อยอยู่แล้ว

.. เกิ่นมาตั้งนาน พระเอกของเราก็คือ “เมินโหยวผิง” หรือ “เสี่ยวเกอ” เป็น1ในคณะที่ร่วมขุดสุสานในครั้งนี้ด้วย เสี่ยวเกอคนนี้เป็นคนเงียบขรึม สีหน้าเย็นชาไร้ซึ่งการอารมณ์ใดๆ  เหมือนมีกำแพงที่มองไม่เห็นกั้นเขาจากคนรอบข้างอยู่เสมอ ไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเข้าถึงผู้ชายคนนี้ได้เลย แม้นายน้อยจะพยายามตีซี้เท่าไร เขาก็ยังคงนิ่งเงียบ ไร้อารมณ์ใดเช่นเดิม

.. นายน้อยที่ไม่ได้ข้อมูลอะไรใดๆจากเจ้าตัวเลย ถามอะไรก็ไม่ตอบ จนต้องถามอาสาม แต่อาสามก็กลับไม่รู้ที่มาที่ไปเช่นกัน เพียงแค่บอกกับอู๋เสียว่า เพื่อนแนะนำมาอีกที เขาบอกว่าเสี่ยวเกอฝีมือดี ไว้ใจได้แน่นอน

.. สรุปคือ พอได้เข้าร่วมผจญภัยในสุสาน ที่ไม่ได้มีเพียงแค่กับดักและกลไกต่างๆเท่านั้น ภายในสุสานยังมีความเล้นลับอันดำมืดที่น่ากลัวต่างๆอีกมากมาย เช่น ผีดิบศพคืนชีพ ด้วงกินศพ(ที่พร้อมจะกัดกินเนื้อคนเป็น) ผีแม่ย่านาง อมุษย์ วิญญาณแค้น ฯลฯ ต้องพยายามแก้ไขปริศนาเพื่อเอาตัวรอดในสุสานให้ได้ โดยทุกครั้งที่นายน้อยเกิดปัญหา เฉียดตาย คนที่เข้ามาช่วยนายน้อยก็คือเสี่ยวเกอ

.. เสี่ยวเกอเป็นคนที่เก่งในการต่อสู้ และรู้เรื่องกลไกในสุสานจนหน้าเหลือเชื่อ แม้ว่าจะเกิดเหตุที่ต้องพลัดหลงกันในสุสาน แล้วนายน้อยเฉียดตาย เสี่ยวเกอก็มักจะปรากฏตัวเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยทุกครั้ง แม้แต่ด้วงกินศพที่เห็นพอเห็นคนเป็นๆเดินเข้ามาก็วิ่งเข้าใส่ พร้อมที่จะกัดกินเนื้อหนังมนุษย์คนเป็นอย่างบ้าคลั่ง แต่กลับกลัวเสี่ยวเกอ เพียงเสี่ยวเกอกรีดเลือดสาดใส่ ตัวด้วงกินศพก็วิ่งหนีไปในทันที ไม่ใช่แค่ด้วงกินศพ แต่สัตว์แมลงที่มีพิษ ก็ล้วนทำอะไรเสี่ยวเกอไม่ได้เลย แถมยังกลัวเลือดของเสี่ยวเกอเอามากๆด้วย จนนายน้องอดสงสัยความเป็นมาของเสี่ยวเกอไม่ได้ ว่าแท้จริงแล้ว ผู้ชายที่แสนจะลึกลับ แต่เก่งกาจจนหน้าเหลือเชื่อคนนี้ เป็นใครกันแน่??

.. ต่อมาเมื่อได้ลงสุสานกันมากขึ้น นายน้อยก็เลยสังเกตุเห็นว่า ไม่ใช่เสี่ยวเกอพลัดหลง แต่เป็นเสี่ยวเกอจงใจแวบหายตัวไปทำอะไรบางอย่างในสุสาน  และนี่คือปริศนาเรื่องแรกที่ทำให้คนอ่านสงสัยและอยากรู้เกี่ยวกับผู้ชายที่เย็นชาสุดแสนจะลึกลับคนนี้

.. และจากการที่นายน้อยได้เข้าร่วมขุดสุสานในครั้งแรกนี้ ก็ได้พบปริศนาที่ซ่อนเร้นในสุสาน ถ้าอยากรู้คำตอบ ก็ต้องค้นหาสุสานที่เกี่ยวข้องกัน เพื่อนำไปสู่คำตอบของปริศนาชิ้นนั้น นายน้อยจึงเข้าสู่วังวนของการอยากไขปริศนา และเมื่อทุกครั้งที่เหมือนจะได้เบาะแสกับกลายเป็นอาสามที่แอบมาทำลายเบาะแส อีกทั้งพยายามกีดกันและปิดบังความจริงอะไรบ้างอย่างไม่ให้นายน้อยได้รับรู้

.. นายน้อยรับไม่ได้ที่ถูกอาสามโกหกและปิดบังอะไรบางอย่างอยู่เสมอ เมื่อรู้ว่าไม่มีทางที่จะได้ยินคำตอบที่แท้จริงจากปากอาสาม จึงพยายามแอบสืบเอง ปริศนาความลับในสุสานโบราณ5แห่งที่อยู่ห่างกันคนละเมือง และคนละยุคสมัย แต่กลับมีหลายสิ่งที่เชื่อมโยงกันอย่างน่าประหลาด โดยความลับนั้น กลับเป็นอาสามที่พยายามกีดกันและโกหกนายน้อยมาโดยตลอด

.. ดังนั้น เมนหลักของภาคแรก จะมีปริศนาที่ทำให้คนอ่านสงสัยหลักๆอยู่3เรื่องนั่นคือ

  1. ตัวตนที่แท้จริงของเสี่ยวเกอ เขาเป็นใครกันแน่
  2. ความลับอะไรกันแน่ที่อาสามพยายามปกปิดไว้
  3. ปริศนาสุสาน5แห่งที่อยู่คนละมุมประเทศ และต่างยุคสมัย แต่กับมีความลับบางอย่างที่เกี่ยวข้องกัน และดูเหมือนปริศนาข้อนี้จะเกี่ยวพันกับความลับของอาสาม และตัวตนที่แท้จริงของเสี่ยวเกอด้วย
    .. ความลับที่ว่านั้นมันคืออะไรกันแน่???

.. และในขณะที่นายน้องพยายามหาคำตอบให้กับตัวเอง และอาสามที่นอกจากจะพยายามปิดบังบางอย่างกับนายน้อย ตัวอาสามเองก็พยายามหาคำตอบของเรื่องบางอย่างด้วยเหมือนกัน

.. แต่ก็ไม่ได้มีแค่พวกเขา2คนที่พยายามหาคำตอบ ยังมีคนอีกกลุ่ม1ที่เจ้าของเป็นชาวต่างชาติ ได้พยายามเข้าไขปริศนา และแทรกแซงเพื่อแย่งชิงของบางอย่างในสุสานที่เป็นเป้าหมายเดี่ยวกันกับพวกเขาอีกด้วย

.. ในเรื่อง 10เล่มของภาคแรก ตัวละครที่เด่นๆ และเป็นตัวเดินเรื่อง นอกจาก นายน้อยอู๋เสีย เสี่ยวเกอ อาสาม พานจื่อแล้ว ยังมีเสี่ยอ้วนอีกคน โดยเสี่ยอ้วน นายน้อยบังเอิญได้เจอในสุสานแรกที่นายน้อยได้เข้าไปขุด จากนั้น ก็บังเอิญได้ไปเจอที่สุสานต่อๆมา จนเกิดความสนิทและเชื่อใจกัน เพราะในสุสานนั้นอันตรายมาก อาจตายได้ทุกเมื่อ และเมื่อถึงเวลาคับขันเป็นตาย นายน้อยก็มักจะได้ เสี่ยอ้วน กับเสี่ยวเกอเข้าช่วยเหลือตลอดเวลา จนทั้ง3คน เรียกได้ว่าเหมือนเป็นสามทหารเสือเลยก็ว่าได้ (แต่แฟนนิยายจะเรียก3คนนี้ว่า “สามเหลี่ยมเหล็ก” ค่ะ) แม้ใครคนใดคนหนึ่งจะหายใจรวยรินใกล้ตาย หรือหายสาปสูญไปในสุสานนานหลายวันหลายสัปดาห์ พวกเขาก็ไม่เคยคิดถอดใจ พยายามช่วยอีกฝ่ายออกมาให้ได้ทุกครั้ง จนทำให้เรารู้สึกประทับใจกับมิตรภาพของพวกเขาทั้ง3คน

.. นอกจากเสี่ยอ้วนแล้ว ยังมีอีก2คน แต่ก็ไม่สนิทกันเท่า3เหลี่ยมเหล็กนะคะ คนแรกคือ “พี่แว่นดำ” (เฮยเหยี่ยนจิ้ง) คนนี้เป็นคนที่อาสามจ้างมาเป็นคู่หูกับเสี่ยวเกอในการทำภาระกิจตามหาสุสาน ที่จริงภาระกิจนี้ไม่มีนายน้อยเข้าร่วม แต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น นายน้อยเลยแอบตามมาค่ะ ก็เลยได้รู้จักกับพี่แว่นดำ ที่มักแอบมองนายน้อยด้วยความห่วงใยอยู่เสมอ

.. ส่วนคนที่2 ก็คือเสี่ยวฮัว (เซี่ยอวี่ฮัว) คนนี้ก็เป็นนายน้อยตระกูลเซี่ย ที่ต้องขึ้นเป็นผู้นำตระกูลตั้งแต่ยังเล็ก เขาเคยเป็นเพื่อนสมัยเด็กของนายน้อยอู๋เสียที่ไม่ได้เจอกันมานานมากแล้ว พอมาเจออีกที ทั้งคู่ก็โตเป็นผู้ใหญ่แล้ว และทั้งคู่ยังต้องไปทำภาระกิจเข้าสุสานด้วยกันแค่2คน โดยเวลาที่นายน้อยมีปัญหา เสี่ยวฮัวก็จะเข้ามาช่วยเหลือ เลยทำให้ทั้งคู่สนิทกัน ถือได้ว่า เสี่ยวฮัวเป็นผู้มีอิทธิพลที่นายน้อยสะดวกเรียกใช้งานก็ว่าได้ค่ะ

.. สรุประดับความสนิทกลุ่มแก๊ง คือ3เหลี่ยมเหล็ก มีนายน้อยเป็นศูนย์กลาง+เสี่ยวเกอ+เสี่ยวอ้วน ระดับรองลงมา ก็จะบวกพี่แว่นดำกับเสี่ยวฮัว เข้าไปอีก2คนค่ะ

 

.. โดยนิยายเรื่องนี้ ผู้อ่านจะเหมือนเป็นนายน้อยอู๋เสีย ที่เราจะได้รับรู้อะไรๆไปพร้อมๆกับนายน้อย อารมณ์ของนิยายเหมือนกับเราอ่านไดอารี่ของนายน้อย ดังนั้นเราจึงไม่สามารถรู้ความนึกคิดของตัวละครอื่นในเรื่องได้เลย ทุกสิ่งคือความนึกคิด และการตีความในมุมมองของนายน้อยอู๋เสียอย่างเดียวเลยค่ะ

.. ดังนั้นใครที่ชอบอ่านนิยายที่เต็มไปด้วยปริศนาความเล้นลับ ภูตผี และมิตรภาพที่ตายแทนกันได้ นิยายเรื่องนี้จะไม่ทำให้คุณได้ผิดหวังค่ะ

……………………………..

 โหมดคู่จิ้น 

.. มาเข้าสู่โหมดจิ้นวายกันค่ะ เมนหลักที่สายวายเขาจิ้นกันคงหนีไม่พ้นนายน้อยอู๋เสียกับเสี่ยวเกอ อย่างที่บอกไปข้างต้นนั่นแหล่ะค่ะ เพราะเสี่ยวเกอมักจะเป็นพระเอกขี่ม้าขาวโผล่มาช่วยนายน้อยยามที่คับขันอยู่เสมอ และทุกครั้งที่นายน้อยมีภัย ก็จะคิดถึงเสี่ยวเกอตลอดเช่นกัน

.. ถึงแม้จะมีบางภาระกิจที่นายน้อยไม่ได้ไปกับเสี่ยวเกอ เวลามีภัย นายน้อยก็มักจะคิดว่า ถ้าเสี่ยวเกออยู่ด้วยก็คงดี  เวลาที่เสี่ยวเกอหายตัวไป นายน้อยก็จะออกตามหา หรือแม้แต่เวลาที่เสี่ยวเกอบาดเจ็บหนักเจียนตาย นายน้อยก็ใจหายน้ำตาซึม เสียใจหนักมากเลยทีเดียว

.. ทางด้านความรู้สึกของเสี่ยวเกอที่มีต่อนายน้อย คือ นายน้อยเป็นคนเดียวที่เสี่ยวเกอห่วงใย   และทุกๆโมเม้นที่เสี่ยวเกอช่วยเหลือนายน้อยก็เป็นอะไรที่สายวายฟินมากค่ะ เช่น เลือดเสี่ยวเกอมีความพิเศษป้องกันด้วงกินศพได้ เสี่ยวเกอก็เลยเอามีดกรีดมือตัวเอง แล้วเอาเลือดมาป้ายเสื้อของนายน้อย เพื่อกันไม่ให้ด้วยกินศพเข้ามาโจมตีนายน้องได้ ปกป้องนายน้อยโดยไม่ห่วงชีวิตตัวเองจนโคม่าเกือบตาย ส่วนเนื้อหาที่ชวนจิ้นลึกๆขอเอาไว้เล่าในส่วนของบทสปอยอีกทีนะคะ

.. ที่เขานิยมจิ้นกันอีกคู่ เป็นคู่พี่แว่นดำ กับเสี่ยวฮัว 2คนนี้เป็นตัวละครที่มาปรากฏตัวช่วงครึ่งหลังของภาคแรก แต่ความสัมพันธ์ในภาคแรกยังไม่มีโมเม้นวายๆให้ได้จิ้น ต้องเป็นภาคต่อไปค่ะ

.. และก็มีช่วงเวลาที่เสี่ยวเกอไม่ได้อยู่กับนายน้อย คนเขาก็จะจับนายน้อยไปคู่กับคนอื่นบาง เช่นพี่แว่นดำ, เสียวฮัว

……………………

เข้าโหมดสปอยจัดหนัก

.. ต่อไปเข้าสู่การสปอยนะคะ แต่ขอสปอยในแบบผสมความจิ้นวายในการตีความของแอดมินเอง แล้วสปอยจะเฉลยปมแค่เรื่องของเสี่ยวเกอนะคะ ไม่งั้นมันจะยาวเกินไป แอดมินขี้เกียจค่ะ

.. จริงๆปริศนาทุกอย่างในเรื่อง คำตอบอยู่ที่เสี่ยวเกอคนเดียวจริงๆ เขาคือศูนย์รวมคำตอบของปริศนาเหล่านั้น เพียงแต่ว่า…

  1. เขาไม่ยอมพูด เพราะมันคือความลับ เป็นหน้าที่หลักของตระกูลเขา ที่ต้องรักษาเก็บงำความลับเอาไว้
  2. เขาจำไม่ได้ เพราะเขามีโรคทางพันธุกรรม ที่ทำให้ความจำเสื่อม แต่ช่วงที่เขาจำไม่ได้ ตัวเขาเองจะขับเคลื่อนด้วยสัญชาติญาณ และพลังพิเศษบางอย่างในตัว ที่เป็นผู้ชี้นำ

.. แท้ที่จริงแล้วเสี่ยวเกอเป็นคนตระกูลจาง เป็นตระกูลหลักที่สาปสูญไปแล้วในประวัติศาสตร์ ส่วนตระกูลจางที่มีอยู่ในปัจจุบันนั้นจะเป็นสายรอง โดยตระกูลจางสายหลักจะที่มีความลึกลับซับซ้อนมากๆ แม้แต่สายรองก็ไม่รู้ความลับที่สายหลักปกปิดไว้

.. ตระกูลจางสายหลัก มีหน้าที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง แอดมินขอเรียกว่าหน้าที่ต้องสาปค่ะ ผู้นำตระกูลจางสายหลักจะเรียกว่า “จางฉี่หลิง” มันเป็นทั้งชื่อตำแหน่งและชื่อคน  ตระกูลจางสายหลักจะมีสายเลือดที่พิเศษกว่ามนุษย์ทั่วไปคือ อายุยืนมาก อายุยืนที่ว่าคือหลายร้อยปีเลยค่ะ อีกทั้งเลือดของพวกเขาจะมีความพิเศษสามารถต้านพิษร้ายได้แทบทุกชนิด แมลงร้ายยังต้องหลบหลีกหนีไป ดังนั้นเพื่อรักษาสายเลือดอันพิเศษนี้ไว้ คนในตระกูลจึงแต่งงานกันเองเท่านั้น และเด็กคนไหนที่เกิดมาพร้อมพลังพิเศษที่สุด คนนั้นจะได้รับชื่อ”จางฉี่หลิง” และจะได้เป็นผู้นำตระกูลคนต่อไป

.. โดยตระกูลจางสายหลักมีหน้าที่ ที่สำคัญคือต้องปกป้องความลับบางอย่าง ไม่ให้มนุษย์โลกได้รับรู้

.. แต่ด้วยการแต่งงานแต่ในตระกูลเดียวกัน ถึงจะรักษาเลือดพิเศษ และความเยาว์วัย (อายุยืนมาก)ไว้ได้ แต่ก็สงผลกระทบร้ายแรงด้วยเช่นกันนั่นคือ ทำให้สมองเกิดการความจำเสื่อม ความทรงจำต่างๆมักจะค่อยๆเลือนหายไป แต่ที่น่าแปลกก็คือ ถึงความทรงจำเรื่องราวต่างๆรอบๆตัวจะจางหายไป แต่จิตวิญญาณเขากลับตระหนักรู้ถึงหน้าที่ที่เขาต้องทำ ถึงแม้จะเลือนลาง แต่พอเขาได้เข้าไปในสุสาน ความทรงจำของภาระกิจก็ค่อยๆกลับมา นั่นจึงเป็นเหตุผลที่พอเขาเข้าไปในสุสาน เขาก็มักจะหายตัวไปทำภาระกิจบางอย่างของเขาเองอยู่เสมอ

.. ดังนั้น ถึงเสี่ยวเกอจะมีอายุเป็นร้อยปี แต่ก็มีชีวิตไม่ต่างจากหุ่นยนต์ที่ถูกต้องโปรแกรมหมุนวนไปไม่จบไม่สิ้น เฝ้าประตู >> ออกมาความจำเสื่อม >> เข้าสุสานหลักที่เกี่ยวข้อง เพื่อรื้อฟื้นความทรงจำ >> แล้วก็กลับเข้าไปในประตูเพื่อเฝ้าประตูอีกครั้ง >> หมุนวนไปเรื่อยๆจนกว่าจะสิ้นอายุขัย? โดยที่ผ่านมานับร้อยปี เขาไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์กับใครเลย หรืออาจมีแต่ลืมไปแล้ว?

.. แต่พอเขาได้รู้จักกับนายน้อยอู๋เสีย ทุกสิ่งที่เคยเป็นกลับเปลี่ยนไป เพราะอู๋เสียไม่ยอมให้เขาลืม และถึงแม้เขาจะลืม อู๋เสียก็ไม่เคยยอมแพ้ต่อเขาเลย

.. เคยมีครั้งหนึ่งที่เขาทั้งคู่เริ่มสนิทกัน เสี่ยวเกอเริ่มที่จะเปิดใจให้นายน้อยอู๋เสีย เป็นคนสำคัญคนแรกในชีวิต แต่แล้วก็เกิดเหตุการบางอย่าง เสี่ยวเกอหายเข้าไปในหินอุกาบาตในสุสานโบราณแห่งหนึ่ง หายไปนานมากเป็นสัปดาห์ นายน้อยอู๋เสียก็ยังคงเลือกที่จะรอเสี่ยวเกออยู่ที่ปากหินอุกาบาต ทั้งๆที่คนในทีมคนอื่นเลือกที่จะถอดใจและทิ้งเขาไว้แล้วจากไป แต่นายน้อยยังคงเฝ้ารอ โดยมีเสี่ยอ้วนอยู่เป็นเพื่อน เฝ้ารอในสุสานกันแค่2คน จนเสี่ยอ้วนทนไม่ไหวเพราะสเบียงหมดจนต้องยื่นคำขาดว่าให้รออีกแค่วันเดียว ถ้าไม่ฟังจะตีหัวแล้วลากออกจากสุสาน นายน้อยอู๋เสียจึงยอมตกลงรับปาก แต่เช้าวันที่ต้องออกเดินทาง นายน้อยตื่นขึ้นมาก็พบว่าเสี่ยวเกอนอนอยู่ข้างๆแล้ว แต่พอปลุกให้ตื่นกลับพบว่า เสี่ยวเกอความจำเสื่อมไม่มีความทรงจำใดๆเหลืออยู่เลย

.. เหตุการณ์ในการเดินทางไปสู่สุสานที่มีหินอุกาบาตยักษ์นี้ เสี่ยวเกอกับพี่แว่นดำเป็นหัวหน้าทีม ในการค้นหาและเข้าไปเปิดสุสาน และยังเป็นสถาที่ที่อาสามจบชีวิตลงด้วย

.. ถึงเสี่ยวเกอจะสูญเสียความทรงจำ แต่นายน้อยก็ไม่ย่อท้อ พยายามช่วยตามหาเบาะแสความทรงจำของเสี่ยวเกอให้กลับมา จนได้เบาะแสสำคัญว่า ใต้ทะเลสาบในหุบเขาแห่งหนึ่งน่าจะมีสุสานโบราณ ซึ่งอาจทำให้รู้ตัวตนของเสี่ยวเกอก็ได้ แต่ด้วยพวกเขารู้เพราะความบังเอิญ เลยลองใช้วิธีดำน้ำลงไปดูแบบบ้านๆ จนพบว่าน่าจะใช่ นายน้อยจึงต้องลงเขาไปซื้ออุปกรณ์ดำน้ำกลับมา ซึ่งกว่าจะไปกว่าจะกลับกินเวลา7วันเลยทีเดียว

.. แต่พอนายน้อยกลับมา ไกด์ที่ช่วยนำทางบอกว่า เสี่ยวเกอกับเสี่ยอ้วนจมน้ำหายไป7วันแล้ว และแน่นอนว่า นายสะเทือนใจสุดๆ แต่ก็ไม่ถอดใจ รีบสวมชุดประดาน้ำลงไปหาทันที สุดท้ายก็ได้เจอเหตุการณ์ประหลาด ถูกดูดเข้าไปอยู่ในถ้ำหยกที่ถูกปิดตาย และถูกขังรวมกับเสี่ยวเกอและเสี่ยอ้วน โดยทั้ง3คนกลายเป็นผู้ที่ต้องรอวันถูกเซ่นสังเวย ให้กับอสูรในหยกนับหลายสิบตัวที่ค่อยๆคลืบคลานเข้ามา แล้วท้ายที่สุด เสี่ยวเกอกับเสี่ยอ้วนปกป้องนายน้อยจนบาดเจ็บสาหัสหายใจโรยรินใกล้ตาย นายน้อยก็ไม่ยอมถอดใจ พยายามลากร่างที่ใกล้หมดลมหายใจของทั้งคู่ออกมาทางอุโมงที่อสูรขุดเข้ามาเพื่อกินพวกเขาออกไป แต่พอไปถึงปากถ้ำ นายน้อยก็หมดแรงสลบไป

.. ยังดีที่อารองของนายน้อยจับพิรุธโกหกตอนออกจากบ้าน เลยให้คนสะกดลอยตาม เลยมาช่วยทั้ง3ไว้ได้ทัน เมื่อฟื้นขึ้น อารองสั่งห้ามยุ่งกับสุสานโบราณใต้น้ำนี้อีก ไม่งั้นจะลงโทษอย่างหนัก

.. ทั้ง3หนุ่มเลยกลับเข้าเมืองเพื่อหาคำตอบทางอื่น แล้วก็พบว่า สุสานใต้น้ำนั้นแท้ที่จริงแล้ว เป็นทางเชื่อมเข้าสู่สุสานบ้านสกุลจาง แล้วเสี่ยวเกอก็มีความเกี่ยวข้องกับสกุลจาง ให้ตายยังไงก็ต้องขัดคำสั่งอารองเข้าไปจนได้ นายน้อยจึงจำใจต้องร่วมมือกับตระกูลอื่นเพื่อหาทางเข้าสุสานบ้านสกุลจาง และตอนนี้จึงทำให้ได้กลับมาเจอกับเสี่ยวฮัวเพื่อนในวัยเด็กอีกครั้ง

.. แต่การเข้าไปในสุสานบ้านสกุลจางนั้น จะใช้กุญแจจากสุสานอีกที่ ที่อยู่อีกเมืองหนึ่ง ทั้งคู่จึงต้องแยกกับเข้าสุสานคนละที่ เสี่ยวเกอฝ่ากลไกเพื่อไปเอาปริศนาทางเข้าแล้วส่งไปให้นายน้อยหากุญแจ(วิธีเปิด)จากอีกสุสานหนึ่ง

.. แต่ด้วยเกิดเหตุผิดพลาด เนื่องจากผนังหินในสุสานเก่ามาจึงหลุดร่วงทำให้รหัสผิด กว่านายน้อยจะรู้ตัวว่าส่งรหัสผิดไปก็สายไปเสียแล้ว ข่าวส่งกลับมาว่า ทางเสี่ยวเกอขาดการติดต่อสัปดาห์หนึ่งแล้ว

.. อีกด้าน ทางฝั่งของอาสามก็เกิดปัญหา อาสามตายไปในสุสานแล้ว แต่ไม่มีใครรู้มีเพียงนายน้อยเท่านั้นที่รู้ แต่การที่อาสามหายไปนาน ทำให้ลูกน้องสาขาย่อยของอาสามกระด้างกระเดือง ยึดเอากิจการของอาสามเป็นของตัวเอง นายน้อยอู๋เสียจึงมีแต่ชื่อ ไม่มีเงินไม่มีอิทธิพลใดๆเหลือเลย

.. การจะเข้าไปช่วยเสี่ยวเกอกับเสี่ยอ้วนในสุสานนั้น จะต้องใช้เงินซื้ออุปกรณ์ จะต้องมีลูกทีมเข้าสุสาน แต่เมื่อไม่มีเงินไม่มีอิทธิพลแล้วนายน้อยจะทำอะไรได้ เวลาก็ผ่านเลยไป2สัปดาห์แล้ว ถ้าเป็นคนอื่นคงถอดใจ แต่นายน้อยทุ่มหมดหน้าตัก

.. ถ้าอยากรู้ศึกการแย่งชิงอาณาจักรของอาสามกลับคืนมา ก็ต้องไปหาอ่านนิยายเองนะคะ แอดมินขอข้ามไปตอนเข้าไปช่วยเสี่ยวเกอเลยก็แล้วกัน

.. กว่านายน้อยจะยกทีมมาเข้าสุสานก็ผ่านไป3สัปดาห์แล้ว นายน้อยสำรวจทางเข้าเดิมที่เป็นช่องหยกที่ตนเองเคยใช้ออกมา แต่รูกลับเล็กลงจนไม่สามารถเข้าไปได้ แต่จู่ๆก็เจอนิ้วมือโพล่ออกมาโบกไปมา นายน้อยเลยสั่งคนทุบขยายรู จึงพบเสี่ยอ้วนสลบอยู่คนเดียว

.. เมื่อเสี่ยอ้วนฟื้นก็จะยกทีมเข้าไปช่วย แต่กลับเกิดเหตุไม่คาดฝัน นายน้อยได้รู้เรื่องสำคัญที่ว่า สุสานบ้านสกุลจางนั้นจะมีระบบพ้นด่างความเข้มข้นสูงออกมารอบๆตัวคฤหาสน์ เพื่อป้องกันไม่ให้อสูรหยกเข้ามาในตัวคฤหาสน์ได้ และคนที่บอกเรื่องนี้ก็ยืนยันว่า คณะที่เสี่ยวเกอนั้น ไม่มีทางที่จะมีชีวิตรอดจากด่างความเข้มข้นสูงได้ แต่นายน้อยก็ไม่ถอดใจ ยังไงก็จะเสี่ยงเข้าไปหาเสี่ยวเกอให้ได้ คนที่บอกเรื่องด่างเข้มข้น จึงจับนายน้อยกับเสี่ยอ้วนยัดเข้าไปในทางลัดเข้าสุสานแค่2คน ทั้ง2คนจึงต้องพยายามเอาตัวรอดจากอสูรในหยก และหาทางเข้าตัวคฤหาสน์ให้ได้

.. แต่พอเข้าได้แล้วก็พบลูกทีมคนอื่นๆของเสี่ยวเกอ ร่างกายถูกกัดกร่อนเพราะถูกด่างความเข้มข้นสูงฆ่าตายจนหมด ใจนายน้อยก็หล่นวูบ ยิ่งพอได้เจอร่างของเสี่ยวเกอที่ถูกพันด้วยผ้าหลายชั้นมาก นอนหมดลมหายใจ นายน้อยก็น้ำตาไหลทรุดลงไปเลยค่ะ

.. แต่พอตั้งสติได้เช็คดูดีๆอีกที ก็พบว่ายังมีชีพจร เพราะเสี่ยวเกอกรีดเลือดให้ร่างกายเสียเลือดมาก เพื่อที่ร่างกายจะได้ชะลอการทำงานให้ช้าแบบจำศีล ก็เลยยังรักษาชีวิตไว้ได้ แต่ก็โคม่าเต็มที นายน้อยจึงแบกเสี่ยวเกอขึ้นหลัง พาหนีออกมาอย่างยากลำบาก สุดท้ายทั้ง3คนก็หนีรอดออกมาได้สำเร็จ

.. เมื่อเสี่ยวเกอฟื้นขึ้นมา และดูเหมือนความทรงจำของเขาจะเริ่มคืนกลับมาแล้ว เขาจึงออกเดินทางไปทำภาระกิจอีกครั้ง แต่ไปเพียงลำพัง นายน้อยพยายามเหนี่ยวรั้งไม่ให้ไป แต่ก็ไม่สำเร็จ จึงจำใจปล่อยให้เสี่ยวเกอจากไป

.. และหลังจากนั้นก็เกิดเหตุการณ์ไขปมอาสามอีกรอบ ซึ่งปมรอบนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นปมที่คนในตระกูลอู๋ได้แบกรับมา2รุ่นแล้ว รุ่น2คืออาสาม และถ้าไม่สำเร็จ คนต่อไปที่ต้องแบกรับก็คือนายน้อยอู๋เสียนั่นเอง แต่ตอนนี้ทุกอย่างได้จบลงโดยสมบรูณ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีรุ่นที่3 นายน้อยไม่ต้องสานต่อแบกรับภาระอันหนักอึ้งนี้แล้ว เรียกได้ว่าในที่สุด ชีวิตของนายน้อยก็กลับสู่ความสงบที่แท้จริง

.. แต่แล้ว เสี่ยวเกอก็มาหา และบอกกับนายน้อยว่า “ฉันมาบอกลา เวลาของฉันมาถึงแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างสิ้นสุดลงแล้ว ฉันทบทวนดูความเกี่ยวโยงของฉันกับโลกใบนี้ ดูเหมือนเท่าที่เจอ ก็มีแต่นาย”

.. ส่วนนายน้อยก็ความรู้สึกช้าอย่างแรง เพิ่งมาเอะใจ ว่าปกติเสี่ยวเกอชอบหายตัวแวบไปแวบมาแบบไม่บอกไม่กล่าวเสมอมา แต่ทำไมคราวนี้ต้องมาบอกลา  เมื่อคิดไปคิดมา ก็ได้ข้อสรุปว่า มาลาแบบนี้เจตนาคงไม่ต่างจากลาไปตาย จะไม่มีวันกลับมาหาเขาได้อีกแล้ว เมื่อนายน้อยคิดได้แบบนั้น ก็รีบวิ่งตามออกไปตามหา แต่ก็ไม่เจอตัวแล้ว

.. นายน้อยคิดทบทวน จึงได้ข้อสรุปว่า เสี่ยวเกอต้องกลับเข้าไปในประตูสำริดยักษ์ ที่สุสานใต้ดินแน่ๆ ก็เลยรีบเดินทาง พยายามคำนวนการเดินทาง และเส้นทางที่เสี่ยวเกอน่าจะไป แล้วก็ไปดักรอ แต่ก็คาดกันอยู่ดี ถึง2-3ครั้ง

.. คือนางนั่งรถไฟ นั่งเครื่องบิน นั่งรถทัว ไปดักรอ แต่ก็คลาดกัน นายน้อยมีความพยายามในการตามหาเสี่ยวเกอเอามากๆ ระหว่างตามหา ก็พยายามคิดหาวิธีพูดหว่านล้อมไม่ให้เสี่ยวเกอเข้าประตูสำริดยักษ์นั่นไป

.. จนเมื่อได้เจอเสี่ยวเกอ ก็พยายามพูดหว่านล้อมแต่ก็ไม่เป็นผล เสี่ยวเกอยังคงยืนยันที่จะไป เพราะมันเป็นหน้าที่ที่ตนต้องแบกรับ นายน้อยเลยอ้อนขอว่า “งั้นขอไปส่งที่หน้าประตูก็ยังดี” เสี่ยวเกอก็เลยให้ไปด้วย แต่ทางระหว่างไปก็ลำบากมาก เป็นภูเขาหิมะที่หนาวเย็นมาก

.. ระหว่างเดินทางไปด้วยกัน ก็ยังคงพยายามหว่านล้อม จนเสี่ยวเกอบอกให้ส่งแค่นี้กลับไปซะเถอะ อย่าตามมาส่งเลย แล้วก็แอบจากไป ทางด้านนายน้อยที่โดนทิ้งก็เศร้า แต่แล้วจู่ๆนายน้อยก็เกิดอาการตาบอดหิมะ นายน้อยตามเสี่ยวเกอมาอย่างฉุกละหุก ไม่ได้เตรียมตัวดีพอ เลยไม่ได้สวมแว่นกันแดด แสงสะท้อนของหิมะที่ขาวสว่างจ้านั้น ส่งผลให้นายน้อยตาบอดชั่วขณะ เลยเดินพลาดตกหน้าผา นั่งร้องโอดโอยเจ็บตัวอยู่ใต้ผา แถมตายังมองไม่เห็นอีก แล้วก็อดคิดถึงเสี่ยวเกอไม่ได้ เลยยิ่งทำให้เศร้าใจแบบสุดๆ

.. แต่แล้วก็ได้ยินเสียงเคลื่อนไหวบางอย่างใกล้เข้ามา แล้วเข้ามาประคองตนเอง จึงได้รู้ว่าเป็นเสี่ยวเกอกลับมาช่วยตนเอง ก็ดีใจมา แต่ก็ยังอดแขวะไม่ได้ “นายทิ้งฉันไปแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วกลับมาทำไม” เสี่ยวเกอก็เลยตอบกลับไปว่า “ฉันได้ยินเสียงนายร้อง ก็เลยวกกลับมาดู”

.. และพอสายตาของนายน้อยกลับมาเป็นปกติ นายน้อยก็สังเกตุเห็นว่าเสี่ยวเกอแขนหัก “ก็ตกใจถามว่าทำไมแขนนายถึงได้เป็นแบบนั้น” สรุปคือเสี่ยวเกอเป็นห่วงนายน้อยมาก รีบกระโดดลงมาหา ไม่ทันระวังเลยทำให้แขนหัก

.. เนื่องจากภูเขาหิมะหนาวเย็นมาก เสี่ยวเกอจึงรีบพานายน้อยเข้าไปพักในซอกเขาน้ำพุร้อน ที่ที่พวกเขาเคยแวะพักตอนเข้าสุสานแห่งนี้คราวก่อน แล้วเสี่ยวเกอก็ขอร้องให้นายน้อยอย่าตามมาอีกเลย โดยเสี่ยวเกอยอมเปิดใจเล่าเรื่องของตนเอง เรื่องของสกุลจาง และหน้าที่ที่ตนเองต้องแบกรับ รวมไปถึงการที่ต้องเข้าไปในประตูสำริดบานนั้น

.. โดยเสี่ยวเกอได้เล่าถึงพันธะสัญญาที่9ตระกูล เคยสัญญาไว้กับสกุลจาง และสกุลอู๋ของนายน้อยก็เป็น1ใน9สกุลที่ว่า โดยเสี่ยวเกอบอกนายน้อยว่า ตอนนี้พวกเขาไม่รักษาสัญญาอีกแล้ว เขาจึงต้องทำหน้าที่นี้เอง แล้วเสี่ยวเกอก็มอบตราที่ใช้เปิดประตูให้นายน้อยเก็บไว้ โดยบอกกับนายน้อยว่า “อีก10ปีข้างหน้า ถ้านายยังไม่ลืมฉัน ก็ให้นายใช้ตรานี้เปิดประตูรับฉันออกมาจากประตูนั่น”

.. นายน้อยถามเสี่ยวเกอว่า ถ้าพันธะสัญญาที่ว่ายังคงอยู่ ช่วงเวลานี้จะเป็นหน้าที่ของใคร

.. เสี่ยวเกอตอบกลับมาว่า “เป็นนายที่ต้องทำหน้าที่นี้”

.. นายน้อยตะลึง “นายจะบอกว่า คนที่ควรเข้าไปรออยู่หลังประตูสำริดนั่นสิบปีคือฉันงั้นเหรอ”

.. เสี่ยวเกอพยักหน้า ในขณะที่นายน้อยจะพูดอะไรต่อ เสี่ยวเกอก็เอื้อมมือไปที่ท้ายทอย ทำให้นายน้อยสลบไป

(แปลว่าเสี่ยวเกอทำยอมทำหน้าที่นี้แทนนายน้อยสินะ)

.. พอนายน้อยตื่นมาอีกที เสี่ยวเกอก็หายไปแล้ว นายน้อยพยายามตามหา และรอให้พายุสงบ3วัน สุดท้ายก็ยอมแพ้กลับลงเขาไป

.. ในความมโนวายของแอดมิน แง่มุมของนายน้อย เขาต้องเฝ้ารอคนรัก? ที่ยอมทำหน้าที่เฝ้าประตูแทนเขา มันคือความรู้สึกผิดต่อคนรัก ที่ปนกับความซาบซึ้งใจ ที่เขายอมเสียสละตัวเองเพื่อเรา นายน้อยต้องทนต่อความรู้สึกมากมายในใจ ทำได้เพียงแค่รอคอยวันที่เขากลับออกมา

.. ในแง่ของเสี่ยวเกอ เพื่อคนที่เขารักและห่วงใย เขายินดียอมเสียสละให้ได้ทุกอย่าง แค่ต้องทนอยู่กับความมืดมินและวังเวงหลังประตูสำริดบานใหญ่ ตัวเขาที่เป็นแบบนี้มันชินชาเสียแล้ว  แต่คนที่เขารักน่ะไม่ใช่ เขาไม่มีวันยอมให้คนรักของเขาต้องทนอยู่แบบนี้ เขาจึงเลือกที่จะแบกรับมันไว้เอง แต่ถึงแม้ตัวเขา จะรู้สึกชินชากับความมืดมิดและวังเวงแบบนี้แล้ว เพราะเขารู้ตัวดีว่า เดี๋ยวความทรงจำเหล่านี้ ก็จะค่อยๆเลือนหายไปเองอยู่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับเขาเลย แต่…….

.. แต่กับครั้งนี้ไม่เหมือนกับที่ผ่านมา เพราะเขารู้ตัวเองดีว่า เขาไม่ได้เป็นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เขามีคนที่เฝ้ารอ และตัวเขาเองก็เฝ้ารอที่จะพบกับคนๆนั้น และเมื่อความทรงจำหลายๆสิ่งในสมองของเขา ได้เริ่มค่อยๆลบเลือนมืดมิดลงอีกครั้ง แต่จิตใต้สำนึกส่วนลึกที่สุดในใจของเขา กลับยังคงมีแสงสว่างเล็กๆเพียงหนึ่งเดียว ที่ยังยึดเหนี่ยวเขาไว้ ไม่ให้ตัวตนของเขา เข้าสู่ความมืดมิดที่ไร้ซึ่งอดีต ปัจจุบัน และอนาคตแบบเดิมอีกแล้ว เขาจะต้องกลับออกไป ไปพบกับคนที่เขารักอีกครั้ง ถึงแม้ว่าเขาจะไม่สามารถฝืนทน และสุดท้ายถูกกลืนกิน จนลืมเลือนสิ่งสำคัญสิ่งนั้นไป แต่เขาก็เชื่อมั่นว่า คนๆนั้นจะไม่มีทางลืมเขา และยังจะช่วยฉุดรั้งเขาไว้ ให้กลับคืนมาได้อีกอย่างแน่นอน

.. อ่านมาถึงตอนนี้แอดมินเศร้าใจหนักมากเลยค่ะ การที่ต้องรอคนที่รักตั้ง10ปีเป็นอะไรที่เศร้ามากเลยเนอะ ภาคหลัก (10เล่มแปลไทยที่ว่า) ก็จบลงที่ความเศร้า การพลัดพราก และการต้องรอคอย(คนรัก?)ถึง10ปี

😭😭😭😭😭😭😭😭😭😭😭😭

.. จากนั้นก็เป็นภาคซาไห่กับภาคทิเบต ที่นายน้อยเดินทางตามหาตัวตนของเสี่ยวเกอ จนไปรับรู้เรื่องราว5ปีก่อนของเสี่ยวเกอก๋อนที่จะเข้าประตู และก็เป็นภาคซาไห่(ที่เป็นซีรีย์ที่กำลังฉายอยู๋)

 

.. เนื่องจากแอดมินขี้เกียจแล้ว ขอข้ามไป10ปีต่อมา ตอนนายน้อยไปรอรับเสี่ยวเกอเลยก็แล้วกันนะคะ

.. ตอนไปรอ ก็ไปรอกับเสี่ยอ้วน นั่งรอตรงโขดหินหน้าประตูแบบหวั่นใจว่าเสี่ยวเกอจะออกมาแน่หรือเปล่า  แล้วถ้าออกมาแล้วความจำเสื่อมอีกล่ะ จะทำไงดี

.. ก็เลยชวนเสี่ยอ้วนคุยถึงสมุนไพรที่ดอกไม้ของมันช่วยให้ความจำดี จะไปหามาให้เสี่ยวเกอกิน แล้วประตูสำริดบานยักษ์ก็เปิดออก แต่ก็ไม่เห็นเสี่ยวเกอเดินออกมาเลย นายน้อยก็เริ่มใจเสีย แต่ก็ยังคงรออยู่ที่เดิม จนเริ่มสะลึมสะลือเหมือนจะหลับ แต่จู่ๆก็รู้สึกว่ามีคนมานั่งยองๆข้างๆตัวเอง โดยเขาคนนั้นเอียงคอมองนายน้อยอยู่

.. ประโยคต่อไปนี้ขอก๊อปคำแปลของคุณเบียร์มาเลยนะคะ ชอบสำนวนแปลค่ะ

.. ผมรู้สึกเหมือนมีคนคนหนึ่ง นั่งลงช้าๆ ข้างตัวผม ผมลังเลอยู่เล็กน้อย เอียงคอไปมอง อีกฝ่ายก็เอียงคอมองผมเช่นกัน

.. นายอ้วนตื่นขึ้นมาช้าๆ มองดูพวกเรา ผมมองเห็นใบหน้าที่คุ้นเคย ดวงตาเรียบนิ่งสะท้อนกับแสงของกองไฟ

.. ผู้คนบอกว่า การลืมคนคนหนึ่ง สิ่งแรกที่จะลืมคือเสียงของเขา แต่เมื่อเสียงของเขาดังขึ้น ผมไม่มีความรู้สึกแปลกหูเลยแม้แต่น้อยนิด

“นายแก่ขึ้นนะ” เขาพูด

.. เสียงเพลงยังแว่วไหว ณ สถานที่ที่อยู่ใกล้นรกมากที่สุด นายอ้วนตรงเข้ามาคล้องไหล่เมินโหยวผิงทำเอาเขาเซ

“ใครจะไปเทียบกับนายได้เล่าเสี่ยวเกอ ยอมออกมาซะทีสินะ!!”
เมินโหยวผิงถูกโยกเสียจนเซไปเซมา

ผมดึงแขนเสื้อลงปิดรอยแผลเป็นบนแขน ลุกขึ้นยืน

เขายิ้มให้ผมทีหนึ่ง ผมหยิบกระเป๋าขึ้นมา “ไปกันเถอะ”

พวกเราก็แค่ ….ไม่เจอกันนาน

.. แอดมินอ่านจบประโยค น้ำตาแอดมินก็ไหลออกมาอย่างไม่รู้ตัว ในที่สุดการรอคอย10ปีของนายน้อยกับเสี่ยวเกอก็สิ้นสุดลงเสียที

.. เอาเป็นว่า การสปอย”บันทึกจอมโจรแห่งสุสาน”แบบวายๆของแอดมินขอจบลงแบบนี้นะคะ ใครอยากรู้บทเฉลยของปมปริศนาอื่นๆ ก็ไปหาอ่านต่อเอาเองนะคะ ^_^

.. ลิงค์สั่งซื้อหนังสือนิยายเรื่องนี้ ของสยามอินเตอร์ >> https://goo.gl/Wi2Znn

 

Views All Time
Views All Time
5456
Views Today
Views Today
7
Facebook Comments

Next Post

Previous Post

© 2019 Review By Natsu

Theme by Anders Norén