รีวิวนิยาย/อนิเมะ/การ์ตูน

[ฟีคนิยาย] รักของคุณมีจริงหรือเปล่า? #1

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า เจตนาการแต่ง เพื่อให้คนที่ไม่ใช่แฟนคลับเจิ้นหุนอ่านแล้วรู้เรื่อง เข้าใจและอินตามไปด้วยได้ ดังนั้นแอดมินจึงบรรยายรายละเอียดมากหน่อย หวังว่าคงไม่รำคาญกันนะคะ ^^

**เรื่องราวต่อจากนี้ เป็นเรื่องที่แอดมินแต่งขึ้นเอง โดยได้แรงบันดาลใจจากจูอี้หลงกับไป๋อวี่
ถึงเหตุการณ์หรือสถานะการณ์บางอย่างในนิยายจะคล้ายคลึงกับเรื่องจริง
แต่ความจริงแล้วเป็นเพียงเหตุการณ์สมมุติที่แอดมินเสริมแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น

รักของคุณมีจริงหรือเปล่า? บท1 

 

[ไดอารี่หยางอี้กับคุณชายผู้มีโลกส่วนตัวสูงมาก]

.. ฉันชื่อ หยางอี้ ฉันเป็นผู้จัดการส่วนตัวของนักแสดงหนุ่มหน้าหวาน นามว่าจูอี้หลง จูอี้หลงเป็นใครน่ะเหรอ เขาก็คือ นักแสดงหนุ่มวัย30ปี ที่อยู่ในวงการมากว่า10ปีแล้ว ได้แสดงเป็นพระรองก็หลายเรื่อง หน้าตาดี นิสัยดี มารยาทดี รูปร่างดี โดยรวมๆก็ออกจะเป็นผู้ชายที่เพอร์เฟ็ก แต่คะแนนความนิยมของนักแสดงหนุ่มคนนี้ กลับอยู่ในระดับกลางๆ ไม่ได้ดังเปรี้ยงปร้างมากมายอะไร ถึงแม้จะมีแฟนคลับกลุ่มเล็กๆที่คอยตามให้กำลังใจพ่อหนุ่มคนนี้อยู่บ้าง แต่เมื่อเปรียบเทียบความเพอร์เฟ็กที่ว่ากับนักแสดงที่มีคุณสมบัติคล้ายๆกัน ก็ออกจะดูน้อยกว่าคนอื่นเหมือนกันนะ แล้วปัญหามันอยู่ที่ตรงไหนกันแน่??

.. คำตอบของคำถามนี้ มีแต่ฉันเท่านั้นที่รู้ดีที่สุด นั้นก็เพราะพ่อนักแสดงหน้าหวานเสี่ยวหลงคนนี้ ดันเป็นคนที่มีความสามารถในการเข้าสังคมเรียกได้ว่าต่ำเตี้ยเรี่ยดิน เพราะความที่เป็นคนมีโลกส่วนตัวสูง รักความสงบ เรียบง่าย ชอบอยู่คนเดียวเงียบๆในมุมเล็กๆที่สงบสุขของตัวเอง แต่!! ไอ้อาชีพของคนที่เป็นนักแสดง มันควรเป็นคนที่มีนิสัยแบบนี้ได้ที่ไหนกันเล่า ปั๊ดโธ่โว้ย!!

.. หยางอี้ กดdelete คำว่า “ปั๊ดโธ่โว้ย!!” ออกจากไดอารี่ออนไลน์ของตน และเริ่มพิมพ์ข้อความในไดอารี่ต่อ

.. นอกจากฉันจะเป็นผู้จัดการส่วนตัวของจูอี้หลงแล้ว ฉันก็ยังเป็นพี่สาวแบบห่างๆของพ่อหนุ่มหน้าหวานคนนี้อีกด้วย เพราะแม่ของฉันกับแม่ของเสี่ยวหลงนั้น ต่างก็เป็นเพื่อนสนิทที่รักกันมากมาย ฉันที่โดนองค์ไทเฮาทั้ง2 กำชับนักกำชับหนาว่า ให้ดูแลท่านชายหลงหลงให้ดีที่สุด ดิฉันมันก็เป็นเพียงแค่นางกำนัลหญิงตัวเล็กๆ มีหรือที่จะไปกล้าขัดพระราชเสาวนีย์ขององค์ไทเฮาทั้งสองได้ //เพลียใจกับคุณแม่ห่วงลูกชาย

.. ดังนั้นฉันก็เลยต้องใส่ใจกับท่านชายหลงหลงผู้รักสันโดด แต่ดันมีอาชีพเป็นนักแสดง (ช่างเป็นอาชีพที่ไม่ได้เข้ากับนิสัยส่วนตัวเอาเสียเลย) แล้วถ้าจะถามว่า ไลฟ์สไตล์ที่ไม่เข้ากันแบบนี้ แล้วทำไมถึงยังเลือกเดินบนเส้นทางสายอาชีพนี้อยู่อีก ก็ต้องบอกเลยว่า เพราะคุณแม่ขอร้องคำเดียวเลยจริงๆ  แม่ของเสี่ยวหลง เธอหมายหมั่นปั้นลูกชายตั้งแต่ยังเด็ก วาดหวังว่าจะให้ลูกชายหัวแก้วหัวแหวนคนนี้ เป็นนักแสดงมือหนึ่งให้จงได้น่ะสิ

.. ฉันยังจำตอนที่แม่ พาฉันไปบ้านของเสี่ยวหลงตอนเด็กได้อยู่เลย ตอนนั้นน้องชายคนนี้เรียกได้ว่า น่าสงสารแบบสุดๆ เดี๋ยวก็ต้องเรียนเปียโน เรียนร้องเพลง เรียนการแสดง เรียนพิเศษโน้นนี่นั่น โอ้แค่คิดตามก็ปวดหัวจะแย่อยู่แล้ว และในที่สุดน้องชายคนนี้ก็สามารถมีชีวิตรอดจากกรอบที่คุณแม่ขีดไว้ให้ จนได้กลายเป็นนักแสดงสมใจคุณแม่

.. แล้วฉันที่ดันมีอาชีพเป็นผู้จัดการนักแสดงอยู่แล้ว ถ้าไม่ให้ฉันไปเป็นดูแลเขา แล้วจะให้แมวที่ไหนไปดูแลเขากันล่ะ และยิ่งตอนนี้เขาแยกออกมาใช้ชีวิตอยู่เพียงลำพังในเมืองหลวง ด้วยทั้งนิสัยและการชอบใช้ชีวิตแบบที่ว่า บรรดาแม่ๆของเราทั้งคู่ ก็เลยกำชับนักกับชับหนาว่า ต้องช่วยดูแลน้องชายคนนี้ให้ดีที่สุด

.. ที่ผ่านมาเขาก็ทำตัวดี อยู่แต่ในโอวาทอยู่หรอก แต่คราวนี้จู่ๆ ก็ดันไปรับงานมาเองโดยพละการ งานที่เป็นกึ่งๆเผือกร้อนซะด้วย ไม่รู้ทำไมถึงไปรับงานแบบนี้มาได้นะ เล่นเอาต้นสังกัดที่มารู้เรื่องที่หลัง ได้แต่หัวร้อนกันเป็นทิวแถวเลยจริงๆ แต่เด็กดีที่เคยอยู่ในโอวาทมาตลอด เกิดขบถขึ้นมาแบบนี้ ใครจะไปกล้าว่าอะไรมากมาย อีกอย่าง ถึงจะเป็นงานที่กึ่งๆเผือกร้อน แต่ก็ไม่ถึงกับเลวร้ายอะไร ก็คิดซะว่า เสี่ยงดวงเอาก็แล้วกัน

.. หยางอี้กดปิดไอดารี่ออนไลน์จากไอแพดของเธอ พร้อมกับถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา จากนั้นก็เข้าเว็บไซต์ไล่กดดูชาร์ตอันดับความนิยมของนักแสดงในสังกัดที่เธอดูแลอยู่

“ชาร์ตอันดับความนิยมของเสี่ยวหลงในเดือนนี้ โดยเฉลี่ยหลายๆที่ ก็อยู่ประมาณ15-20เหมือนเดิมสินะ”

.. หยางอี้นั่งบ่นพึมพำในขณะที่เล่นไอแพดฆ่าเวลา ระหว่างรอนักแสดงหนุ่มในสังกัด ที่กำลังเปลี่ยนเสื้อผ้า หลังจากเพิ่งถ่ายทำละครเสร็จ

“พี่อี้ผมพร้อมแล้ว”

“อ้าวเสร็จแล้วเหรอ อืม งั้นกลับกัน”

.. หยางอี้เดินนำจูอี้หลง นักแสดงหนุ่มไปที่รถยนต์ส่วนบุคคลของเธอเอง วันนี้เธอว่าง เธอเลยตั้งใจขับรถมารับเขากลับบ้านโดยเฉพาะ เพราะถ้าให้เขาเดินทางกลับเอง เธอนั้นไม่ค่อยไว้ใจเท่าไร

“คนอะไรก็ไม่รู้ เรื่องการแสดงหนังแสดงละคร ถือได้ว่าเป็นนักแสดงที่มีความรับผิดชอบ ความตั้งใจและใส่ใจกับงานสูงมาก แต่พอมาเป็นด้านการใช้ชีวิตส่วนตัว กลับเป็นคนสมถะเรียบง่าย ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัวใดๆเลยจริงๆ”

“ถ้าให้เขากลับเองก็คงนั่งรถแท็กซี่กลับได้อยู่หรอก แต่ก็มักจะชอบนั่งเหม่อใจลอยไปไหนต่อก็ไม่รู้ จนบ่อยครั้งชอบลืมบอกทางแท็กซี่ วันไหนเจอแท็กซี่นิสัยดีก็ดีไป ถ้าวันไหนแย่หน่อยเจอแท็กซี่นิสัยไม่ดี ก็ได้พาอ้อมโลกไปไหนก็ไม่รู้ รู้ตัวอีกทีค่ามิตเตอร์ก็พุ่งเกินกว่าระยะทางปกติเยอะเลย”

“พอบอกให้เขาขับรถกลับเองก็ชอบบ่นว่าขี้เกียจ ทำงานเหนื่อยๆก็อยากนั่งพักสบายๆ เลยขี้เกียจขับรถ พอดีว่าวันนี้ว่าง ก็เลยคิดว่ามารับกลับเองเลยดีกว่า เดี๋ยวพ่อนักแสดงที่น่ารักของของเธอ จะถูกแท็กซี่ล่อลวงพาอ้อมโลกไปไหนต่อไหนอีก”

.. ระหว่างที่ขับรถกลับ เธอก็ได้แต่บ่นในใจอยู่คนเดียว เพราะเธอรู้ว่าวันนี้เขาต้องตื่นมาถ่ายละครแต่เช้ามาก แถมบทของวันนี้ก็ช่างหนักหนาเสียเหลือเกิน เธอจึงปล่อยให้เขานอนพักอย่างสงบ ข้างที่นั่งคนขับของเธอ

“นี่เสี่ยวหลงเธอจะรับแสดงเรื่องเจิ้นหุนจริงๆเหรอ”

“ผมรับปากผู้กำกับไปแล้วครับว่าจะแสดงเรื่องนี้”

จูอี้หลงตอบคำถามหยางอี้ทั้งๆที่ยังนอนหลับพักสายตาอยู่

“พี่รู้ เธอรับปากเขาไปแล้ว แต่เธอแน่ใจจริงๆนะ เธอได้ลองอ่านบทละเอียดดีแล้วหรือยังล่ะ”

“ผมก็อ่านบทดูแล้ว ก็ไม่เห็นมีปัญหาอะไร บทมันมีปัญหาตรงไหนเหรอครับ”

“ก็บทที่เธอจะรับน่ะ อืม ว่ายังไงดีล่ะ เอาเป็นว่า ต้นฉบับจริงๆของบทละครเรื่องนี้ มันเป็นนิยายวายนะ เธอไม่กลัวเสียภาพลักษณ์งั้นเหรอ”

“นิยายวาย? นิยายวายคืออะไรครับ”

“โอ้ยพ่อคูณ เธอนี่อ่อนต่อโลกซะจริงๆ นิยายวายก็คือนิยายแนวชายรักชายไง แบบไม่มีนางเอก มีตัวเอกเป็นผู้ชาย2คน แล้วผู้ชาย2คนรักกันได้กัน อืม นิยายเกย์น่ะ อธิบายแบบนี้ชัดเจนไหม เข้าใจหรือเปล่าเนี่ย”

“อืม…. เกย์ ชายรักชาย งั้นเหรอครับ”

“ก็ใช่สิย่ะ”

“แต่เท่าที่ผมอ่านบทดู ก็ไม่เห็นจะเป็นแบบที่พี่บอกเลยนี่ครับ เหมือนคุ้นๆว่า ผู้กำกับเคยบอกผมอยู่เหมือนกันนะ แต่เขาก็บอกว่าปรับบทให้เป็นแบบพี่น้อง ไม่ได้รักกันแบบเกย์ที่พี่ว่ามาซะหน่อย”

“ก็แหงสิย่ะ ถ้าไม่ปรับบท มีเหรอจะถ่ายทำได้ รัฐบาลเขาแอนตี้ ห้ามทำละครแนวชายรักชาย พี่ก็ไม่เข้าใจเลยนะ นิยายปกติๆก็มีมากมายตั้งหลายเรื่อง ทำไมถึงได้เลือกนิยายวายมาสร้างกันนะ ถึงจะปรับบทก็เถอะ แต่มันก็สุ่มเสี่ยงอยู่ดี ส่วนเธอเองก็เหมือนกัน ไปรับปากสุ่มสี่สุ่มห้า ไม่มาปรึกษาฉันก่อนก็ตัดสินใจเอาเองแบบนี้ รู้ไหมว่าฉันต้องปวดหัวกับต้นสังกัดที่โทรมาโวยวาย ที่ดาราในสังกัดไปรับงานเองแบบนั้น แถมยังเป็นเรื่องที่สุ่มเสี่ยงอีก ฉันไม่รู้จะทำยังไงกับเธอแล้วนะ ปกติก็เห็นเอื่อยเฉื่อย ให้ไปแคสบทไหนก็ไป ไม่มีปากเสียงอะไร แต่พอจะรั้นขึ้นมากก็เล่นเอาทั้งบริษัทหัวหมุนกันใหญ่เลย อะไรย่ะ” จู่ๆก็มีขวดน้ำยื่นพรวดมาที่ตรงหน้าของหยางอี้

“กินน้ำสักหน่อยไหมครับ ผมเห็นพี่พูดมากกว่าปกติเยอะเลย ผมเลยกลัวพี่จะกระหายน้ำน่ะ”

“เสี่ยวหลง! ที่ฉันบ่นก็เพราะฉันเป็นห่วงเธอนะ ยังจะมากวนประสาทฉันอีก”

“ครับๆ ผมรู้ว่าพี่ห่วงผม”

“ไหนๆเธอก็รับปากเขาไปแล้ว จะปฏิเสธตอนนี้ก็คงไม่ดีแน่ๆ ก็ถือซะว่าเสี่ยงดวงเลยก็แล้วกัน”

“พี่ครับ ผมอยากได้นิยายเจิ้นหุ้นเวอร์ชั่นต้นฉบับมาลองอ่านดู รบกวนพี่หามาให้ผมได้ไหม”

“ได้น่ะได้อยู่ แต่เธอแน่ใจนะว่าจะอ่าน มันเป็นนิยายชายรักชาย เห็นเขาว่ามีฉากผู้ชายได้กันด้วยนะ เธอเองก็ไม่ใช่เกย์ แน่ใจนะว่าอ่านได้ ไม่ขยะแขยงอะไรแบบนี้แน่นะ”

“ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ก็คงต้องลองอ่านดูก่อนน่ะครับ ถึงจะรู้”

“เอาไว้พี่จะหามาให้นะ”

“ขอบคุณครับพี่”

 

………………………………………………………….

 

[คอนโดจูอี้หลงหลายวันต่อมา]

ติ้งต่อง ติ้งต่อง

อี้หลงที่กำลังนั่งอ่านหนังสือในห้องรับแขกลุกขึ้นไปเปิดประตู

“ครับๆมาแล้วครับ นั่นใครเหรอครับ”

“เสี่ยวหลงพี่เอง” อี้หลงแปลกใจที่เห็นหยางอี้มาหาในวันนี้ เพราะเขาแน่ใจว่าวันนี้เป็นวันว่างของเขา ไม่น่าจะมีคิวถ่ายอะไรในวันนี้ แต่ก็อดถามเพื่อความแน่ใจอีกไม่ได้

“อี้เจี๋ย วันนี้ผมมีงานเหรอครับ” อี้หลงเอียงคอถามหยางอี้เพื่อความแน่ใจ

“เปล่าจ๊ะ พอดีพี่ผ่านมาแถวนี้ เลยแวะเอาหนังสือนิยายเรื่องเจิ้นหุนที่เธอให้พี่หา มาให้เธอน่ะ”
หยางอี้หยื่นหนังสือนิยายเจิ้นหุน ที่มีความยาว300กว่าหน้าแบบ2เล่มจบให้กับอี้หลง และด้วยรู้จักนิสัยของน้องชายคนนี้ดี ถ้าได้ลองหมกหมุ่นกับอะไรบางอย่างแล้วล่ะก็ มีโอกาสที่จะลืมวันลืมคืน ไม่สนใจสิ่งรอบตัวเป็นแน่ เธอเลยจำเป็นต้องกำชับให้เขาไม่ลืมว่า อีก2วันเขามีคิวงานแต่เช้า

“นี่เสี่ยวหลง วันเมื่อรืนนี้ เธอต้องไปแคสงานละครเรื่องใหม่แต่เช้า อย่าได้หมกมุ่นอ่านนิยายจนลืมเวลาซะล่ะ”

“ขอบคุณครับพี่” จูอี้หลงรับหนังสือนิยายมาแล้วรีบเปิดอ่านทันที แม้แต่น้ำรับแขกก็ยังไม่ยอมเอามาเสิร์ฟจนพี่สาวอย่างเธอชักเริ่มหวั่นใจเป็นห่วงแล้วว่า เจ้าน้องชายตัวดี จะอ่านนิยายจนลืมเวลา

“เอาเป็นว่าเมื่อรืนนี้พี่มารับเธอไปแคสงานด้วยตัวเองดีกว่า”

อี้หลงยังคงก้มหน้าอ่านหนังสือนิยาย ไร้ซึ่งปฏิกิริยาตอบรับใดใด

“เสี่ยวหลง ได้ยินพี่พูดหรือเปล่า”

“เสี่ยวหลง” เงียบ

“คุณชายหลง!!”

.. อี้หลงเงยหน้าขึ้นจากหนังสือนิยาย มองหน้าพี่สาวแบบงงๆ

“พี่อี้มีอะไรเหรอครับ” หยางอี้เอามือกุมขมับ ปวดหัวกับน้องชายตัวดีของเธอ

“โอ้พี่อยากจะบ้าตายกับเธอ การมีสมาธิกับเรื่องที่สนใจน่ะเป็นเรื่องที่ดี แต่อย่าให้มากจนลืมสนใจสิ่งรอบข้างได้ไหมค่ะ คุณชายหลง” อี้หลงยังคงมองหน้าพี่สาวแล้วทำหน้างงต่อไป

“เมื่อกี้พี่บอกเธอว่า เมื่อรืนนี้พี่จะมารับเธอไปแคสงานเอง แล้วก็อย่าหมกหมุ่นอ่านนิยายจนลืมเวลาซะล่ะ เข้าใจไหม”

“ครับผมเข้าใจแล้ว ผมจะเตรียมตัวให้พร้อม รอให้พี่มารับนะครับ”

“พี่ยังมีงานต้องทำ พี่กลับก่อนนะ”

หยางอี้เดินไปที่ประตู แล้วหันกลับมากำชับน้องชายตัวดีอีกรอบด้วยความเป็นห่วง

“อย่าหมกหมุนอ่านนิยายจนลืมเวลาซะล่ะ”

“ครับๆ เดินทางปลอดภัยนะครับ”

.. อี้หลงยืนยิ้มส่งพี่สาวที่หน้าประตู ก่อนที่จะล็อกประตู แล้วเดินไปหยิบนิยายที่วางอยู่บนโต๊ะรับแขก

“เอาไปนอนอ่านในห้องนอนเลยดีกว่า” อี้หลงรำพึงกับตัวเอง ก่อนที่จะเดินเข้าไปในห้องนอน เขาทิ้งตัวนอนคว่ำหน้าลงบนที่นอน แล้วเริ่มเปิดอ่านต่อจากที่อ่านค้างไว้ก่อนหน้า

 

.. บ่ายวันต่อมา เสียงโทรศัพท์บ้านของอี้หลงดังขึ้น จนเข้าระบบตอบรับอัตโนมัติ

“ขณะนี้ผมจูอี้หลงไม่อยู่บ้าน กรุณาฝากข้อความหลังได้รับเสียงสัญญาณนะครับ” ตื๊ด

“เสี่ยวหลง! รับโทรศัพท์พี่เดี๋ยวนี้นะ! บังอาจปิดโทรศัพท์มือถือได้ยังไง อย่าให้ฉันต้องไปลากคอถึงคอนโดเธอนะ ฉันรู้ว่าเธออยู่ หมกตัวอ่านนิยายอยู่ใช่ไหม รับสายเดี๋ยวนี้เลยนะ เสี่ยวหลง!!!”

อี้หลงที่กำลังอ่านหนังสือนิยายอยู่ในห้อง เกิดรู้สึกหิวขึ้นมา เขาจึงหยิบที่คั้นหนังสือมาคั้นหน้าที่อ่านค้างไว้ แล้วเดินออกจากห้องมาเพื่อเตรียมอาหารมื้อบ่าย?ให้กับตัวเอง เมื่อเปิดประตูออกจากห้องนอน เขาจึงทันได้ยินเสียงของหยางอี้ที่กำลังฝากข้อความเสียงกับเครื่องตอบรับอัตโนมัติ (ครั้งที่เท่าไรก็ไม่รู้)เข้าพอดี

“เสี่ยวหลงรับสายเดี๋ยวนี้นะ!!” อี้หลงจึงรีบวิ่งไปกดรับโทรศัพท์

“ครับพี่ มีอะไรเหรอครับ แล้วทำไมพี่ไม่โทรเข้ามือถือผมล่ะ”

หยางอี้ตะโกนใส่โทรศัพท์ “เสี่ยวหลงเธอปิดมือถือ!!” หยางอี้แทบอยากจะกรีดร้อง ที่ในที่สุดอี้หลงก็รับสายเธอเสียที

“พี่พูดเบาๆก็ได้ จะตะโกนทำไม มันปวดหูนะครับ”

“เธอปิดมือถือทำไม ฉันโทรเข้าบ้านตั้งหลายครั้งก็ไม่รับสาย”

“เอ๋? สงสัยมือถือผมแบ๊ตหมด แล้วผมก็อ่านหนังสืออยู่ในห้องนอน เลยไม่ทันได้ยินเสียงโทรศัพท์บ้าน พี่มีธุระอะไรด่วนเหรอครับ”

หยางอี้แทบอยากจะบ้ากับน้องชายคนนี้ของเธอ เธอว่าแล้วเชียวว่า เขาต้องหมกหมุ่นอ่านนิยายจนลืมเวลา แล้วพรุ่งนี้ที่ต้องไปแคสงานแต่เช้า เธอชักเป็นห่วงแล้วสิว่าจะรอดไหมเนี่ย

“กินข้าวเที่ยงยัง”

.. อี้หลงงงกับคำถามของพี่สาว แต่ก็ตอบกลับไปตามความจริงแต่โดยดี

“ยังครับ ว่ากำลังจะทำ”

หยางอี้เอามือกุมขมับ ว่าแล้วเชียว แต่….

“แล้วมื้อเช้าล่ะ กินหรือยัง?”

“เออ…”

“กินหรือยัง?”

“ก็ยังครับ”

“เสี่ยวหลง!!” หยางอี้ได้แต่กรีดร้องอีกครั้ง ส่วนอี้หลงทำได้เพียง ดึงโทรศัพท์ให้ออกห่างจากหู เพื่อความปลอดภัยของแก้วหูของตน

.. หยางอี้สงบสติอารมณ์ กับคนอย่างเสี่ยวหลงเธอต้องใจเย็นๆ เอาน้ำเย็นเข้าลูบ เธอรู้อยู่แล้วว่าเสี่ยวหลงเป็นคนแบบนี้ ได้นิยายมา2เล่ม ให้ตายก็คงมุ่งมั่นอ่านจบทั้ง2เล่มให้ได้ในคราวเดียว โดยไม่สนใจสิ่งใดจนลืมเวลาเป็นแน่

“เธออ่านนิยายถึงไหนแล้ว”

“ผมอ่านใกล้จบเล่ม1แล้วครับ”

“นี่คือคำสั่ง พอเธออ่านเล่ม1จบ ฉันขอห้ามไม่ให้เธออ่านต่อ เอาไว้เสร็จงานพรุ่งนี้แล้วค่อยอ่านต่อเข้าใจไหม”

“ไม่เข้าใจ ทำไมต้องห้ามผม ไม่ให้อ่านต่อด้วยล่ะครับ”

“เพราะพรุ่งนี้เธอมีงานแต่เช้า ฉันเชื่อว่าด้วยนิสัยเธอ เธอต้องบ้าอ่านเพื่อให้จบเล่ม2โดยไม่สนใจเวลา จนอาจทำให้คืนนี้เธออาจไม่ได้นอนเลยก็ได้ และฉันไม่ต้องการให้เป็นอย่างนั้น ดังนั้นเธอต้องทำตามคำสั่งฉัน อ่านจบแค่เล่ม1ก็พอ แล้วค่อยกลับมาอ่านหลังจากงานเสร็จพรุ่งนี้ เข้าใจไหม”

“ครับๆ เอาอย่างนั้นก็ได้ครับ” อี้หลงตอบกลับไปอย่างเสียไม่ได้ เพราะเกรงใจพี่สาว ไม่อยากให้เธอต้องเป็นกังวล

“ถ้าเข้าใจแล้วก็แค่นี้นะ อย่าลืมว่าเธอรับปากฉันแล้ว”

“ครับๆ”

“ไปหาอะไรกินซะ แล้วอย่าลืมชาร์ตมือถือแล้วเปิดเครื่องด้วยล่ะ”

“ครับๆ”

.. หลังจากที่วางสายจากหยางอี้ อี้หลงก็เข้าครัวไปทำอาหารเช้า+มื้อเที่ยงและเผื่อมื้อเย็นให้ตัวเอง หลังจากที่กินอาหารควบทั้ง2มื้อแล้ว อี้หลงก็ตัดสินใจไม่อ่านนิยายต่อ เพราะเขากลัวว่าถ้าอ่านจบเล่ม1 แล้วไม่สามารถอ่านเล่ม2ได้เลยแล้วจะอารมณ์ค้าง เขาจึงเลือกที่จะพักไว้ไม่อ่านต่อเลยจะดีกว่า ไว้พรุ่งนี้เสร็จงานแล้วค่อยมาอ่านรวบยอดเลยทีเดียว

……………………………………………………

 

[วันบวงสรวงละครเรื่องเจิ้นหุน]

.. ละครเจิ้นหุุน เป็นละครที่ดัดแปลงมาจากนิยายชายรักชายที่ขายดี และได้รับความนิยมมากในกลุ่มสายวาย  เป็นเรื่องราวของ “ศาสตราจารย์เสิ่นเวย” ผู้สอนภาควิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยเมืองหลง ได้เกิดเข้าไปพัวพัน เป็นผู้ต้องสงสัยในคดีฆาตรกรรมประหลาดที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัย โดยมีผู้กอง “จ้าวอวิ๋นหลาน” ผู้อำนวยการหน่วยสืบสวนพิเศษเป็นผู้รับผิดชอบในคดีนี้ ซึ่งมองเผินๆ ก็เหมือนกับว่าเป็นละครแนวสืบสวนสอบสวนทั่วๆไป แต่แท้จริงแล้ว ละครเรื่องนี้ยังมีเรื่องราวที่ลึกลับซับซ้อน และเรื่องราวแปลกประหลาดมากมายซ่อนอยู่

.. แท้จริงแล้วศาสตราจารย์เสิ่นหาใช่มนุษย์ธรรมดาไม่ เขาเป็นถึง “เฮ่ยผาวต้าเหริน” เทพผู้พิทักษ์จากเผ่าพันธุ์ใต้พิภพ ที่มีอายุมากกว่า1หมื่นปีมาแล้ว ซึ่งเผ่าพันธุ์ของเขานั้น ต่างจากมนุษย์บนพื้นโลกตรงที่ แต่ละคนล้วนมีพลังพิเศษเหนือธรรมชาติ เขามีหน้าที่รักษาสมดุล คอยปกป้องมนุษย์โลก จากเผ่าพันธุ์ใต้พิภพที่ละเมิดกฏหนีขึ้นมาบนพื้นโลก ก่อเรื่องให้มนุษย์ต้องเดือดร้อน โดยที่เขาได้แฝงตัวปะปนกันมนุษย์บนโลก เป็นเหมือนดังเทพผู้พิทักษ์ และต้องคอยประสานงานกับหน่วยสืบสวนพิเศษของมนุษย์ แต่กลับกลายเป็นว่า ผอ.หน่วยคนใหม่ที่เขาต้องร่วมงานด้วยนั้น กลับเป็นคนที่เขาเฝ้ารอคอยมาตลอด1หมื่นปี ในบทละครนั้น เขาเฝ้ารอเพราะความผูกพันธ์ ความสำนึกในบุญคุณที่จ้าวอวิ๋นหลานเคยย้อนเวลาไปช่วยเขาไว้เมื่อ1หมื่นปีก่อน  มันจึงก่อเกิดเป็นความผูกพันธ์และมิตรภาพอันแน่นแฟ้นที่เขาทั้งคู่สามารถตายแทนกันได้

.. แต่ในฉบับนิยาย มันคือความรักความผูกพันธ์ ที่เสิ่นเวยเฝ้าคอยปกป้องจ้าวอวิ๋นหลานแบบห่างๆ  หลายภพหลายชาตินานนับห้าพันปีจนถึงชาติภพปัจจุบัน ทั้งๆที่ควรแค่แอบคอยดูแลแบบไม่ให้เขารู้ตัว แต่ชาตินี้กลับต้องมาทำงานด้วยกัน ต้องมีปฏิสัมพันธ์มากกว่าที่ควรจะเป็น เขาจึงต้องพยายามหักห้ามใจ อีกทั้งต้องปิดบังซ่อนเล้นความรู้สึกที่มีต่อจ้าวอวิ๋นหลานนี้ไว้ 

.. ในขณะที่จ้าวอวิ๋นหลานในบทละครนั้น เมื่อเจอกับเสิ่นเวยครั้งแรกก็รู้สึกผูกพันธ์และคุ้นเคยอย่างน่าประหลาด แต่ในนิยายกลับรู้สึกเหมือนได้เจอกับรักแรกพบเลยทีเดียว จึงทำให้เขาทั้งคู่ จับมือกันก้าวข้ามผ่านอุปสรรค์ต่างๆมากมาย จนสุดท้ายได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข และนั่นคือตอนจบในฉบับของนิยาย

.. ส่วนในบทละครนั้น ผู้เขียนได้ลดบทบาทความสัมพันธ์ลง จากความรักความโหยหานานหลายพันปี ลดลงเหลือแค่เพียงมิตรภาพที่ตายแทนกันได้เท่านั้น อีกทั้งตอนจบของเรื่อง พวกเขาทั้งคู่ก็ต้องแยกจากกันด้วยความตายอยู่ดี เพราะถ้าว่ากันตามตรงแล้ว ทางรัฐบาลไม่สนับสนุนให้ทำละครที่เกี่ยวกับความรักของเพศที่3 ดังนั้นละครแนวๆนี้ ถ้าจะให้อยู่รอดปลอดภัย การจบแบบตายคู่ ละครถึงจะปลอดภัยจากกฏเหล็กของรัฐบาลเสียมากกว่า

.. ดังนั้นตอนจบของเรื่องที่ว่า ต่างคนต่างก็ยอมตายเพื่อปกป้องกันและกัน อย่างน้อยก่อนไปเกิดใหม่ ดวงวิญญาณของคนทั้ง2 ก็ยังได้เจอกัน และได้สัญญาว่าชาติหน้าจะต้องหากันจนเจอ ได้อยู่ร่วมกันอีกครั้ง ก็ถือว่าเป็นตอนจบที่ไม่ได้เลวร้ายไปซะทีเดียว

.. วันนี้เป็นวันบวงสรวงเปิดกล้องละครเรื่องเจิ้นหุน เป็นวันแรกที่นักแสดงหลักของเรื่องจะได้เจอหน้ากัน และวันนี้อี้หลงก็ได้หยางอี้ผู้จัดการส่วนตัว เป็นสารถีขับรถมาส่งที่กองถ่ายเหมือนเช่นเคย ในระหว่างที่ขับรถมาส่งนั้น หยางอี้ก็รู้สึกสงสัยในบทศาสตราจารย์เสิ่นเวยที่อี้หลงรับแสดง เธอเองก็ได้อ่านทั้งบทละคร และนิยายเวอร์ชั้นต้นฉบับ เธอจึงรู้สึกอดเป็นกังวลแทนเสี่ยวหลงของเธอไม่ได้

“เสี่ยวหลงจะต้องแสดงสื่ออารมณ์ออกมาแบบไหนกันนะ เพราะเสิ่นเวยในบทละคร กับเสิ่นเวยในนิยาย ความรู้สึกที่มีต่อจ้าวอวิ๋นหลานมันมีความลึกซึ้งที่แตกต่างกัน ถ้าให้เธอแสดงเป็นเสิ่นเวย เธอคงต้องสับสนในการแสดงอารมณ์ออกมาเป็นแน่ ถ้าแสดงออกมามากไป มันจะกลายเป็นคนรักมองกัน คงไม่เหมาะมันจะดูเป็นวายชายรักชายเกินไป เดี๋ยวโดนรัฐบาลหมายหัวเอาได้ แต่ถ้าน้อยไปคนดูก็จะไม่อิน อาจถูกแฟนนิยายต่อว่าเอาได้ แล้วจะแสดงออกแค่ไหนถึงจะเหมาะกันนะ โอ๊ยแค่คิดก็ปวดหัวแทนแล้ว เธอไม่น่าเอานิยายมาให้เสี่ยวหลงอ่านเลย ไม่รู้ว่าเสี่ยวหลงของเธอจะรู้สึกสับสนเหมือนเธอหรือเปล่า แต่เสี่ยวหลงของเธอถึงการใช้ชีวิตและการเข้าสังคมจะไม่ได้เรื่อง แต่เรื่องการแสดงเธอมั่นใจเต็มร้อยว่าเขามีฝีมือที่ไม่ธรรมดา” 

.. หยางอี้หันข้างไปมองเสี่ยวหลงของเธอที่ก้มหน้าก้มตาอ่านหนังสือเพื่อฆ่าเวลาอย่างตั้งอกตั้งใจ

“หวังว่าคนที่เล่นเป็นจ้าวอวิ๋นหลาน จะแสดงได้ดีเข้าขากับเสี่ยวหลงของเธอนะ ถ้าเขาส่งบทได้ดีเข้าถึงอารมณ์ คงจะช่วยให้เสี่ยวหลงของเธอแสดงได้ง่ายขึ้น”

“นี่เสี่ยวหลงคนที่แสดงเป็นจ้าวอวิ๋นหลาน เขาชื่อไป๋อวี่นะ เธอจำชื่อเขาได้อยู่ใช่ไหม เธอต้องสนิทกับเขาให้มากหน่อย เพราะเธอต้องแสดงเข้าคู่กับเขามากกว่าคนอื่น แล้วช่วงเวลาว่างในกอง ก็อย่าเอาแต่เข้าโหมดโลกส่วนตัวซะล่ะ หัดมีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนนักแสดงเหมือนกับคนอื่นๆบ้างเถอะนะ เธอเองก็เป็นนักแสดงมาเป็น10ปีแล้ว ต่อให้ไม่ใช่ในเวลางาน ก็ช่วยกรุณาออกจากโลกส่วนตัว พบปะกับมนุษย์โลกคนอื่นๆบ้างเถอะ”

.. หยางอี้อดบ่นด้วยความเป็นห่วง ประหนึ่งคุณแม่ที่กำลังไปส่งลูกเข้าเรียนอนุบาลในวันแรกก็ไม่ปาน

.. อี้หลงหันกลับมายิ้มให้กับผู้จัดการสาว “ผมจะพยายามครับ” แล้วก็ก้มหน้าอ่านหนังสือของเขาต่อไป

.. หยางอี้อดส่ายหน้าระเหี่ยใจกับน้องชายคนนี้ไม่ได้เลยจริงๆ

.. เมื่อมาถึงกองถ่าย อี้หลงกับหยางอี้ ก็เดินเข้าไปทักทายและแนะนำตัวกับทีมงานกองถ่ายละคร เธอส่งน้องชายของเธอจนถึงที่นั่งประจำตำแหน่งเสิ่นเวย แล้วจึงวางใจเตรียมตัวเดินกลับไปที่รถ เพราะเธอยังมีงานอื่นที่ต้องไปทำ ไม่สามารถนั่งเฝ้า คอยดูแลเสี่ยวหลงของเธอตลอด24ชม.ได้ แต่แล้วเธอก็ได้ยินเสียงสดใสร่าเริงของผู้ชายคนหนึ่ง ที่ส่งเสียงทักทายทีมงานกองถ่าย

“ผู้ชายคนนี้เป็นใครกันนะ ช่างเป็นคนที่สดใสร่าเริงซะจริงๆ ถ้าเสี่ยวหลงของฉันเฟรนลี่ได้สักเสี้ยวหนึ่งของผู้ชายคนนี้ก็คงดี”

หยางอี้หันกลับไปมองหาต้นเสียงอันร่าเริงนั้น

“นั่นไป๋อวี่ ที่แสดงเป็นจ้าวอวิ๋นหลานคู่กับเธอใช่ไหมเสี่ยวหลง”

.. หยางอี้สะกิตถามอี้หลง ที่พอมาถึงก็นั่งแหมะเปิดโหมดโลกส่วนตัวสูง เอาแต่อ่านหนังสือไม่สนใจคนรอบข้าง(อีกแล้วเช่นเดิม)

.. อี้หลงเงยหน้าขึ้นมองไปหาต้นเสียงอันสดใสร่าเริงนั้น แต่ยังไม่ทันได้ตอบคำถามของหยางอี้ เสียงร่าเริงนั้นก็ดันชิงตะโกนทักทายตนเองก่อนเสียแล้ว

“สวัสดีดีครับ ผมไป๋อวี่ ยินดีที่ได้ร่วมงานกันนะครับ ถ้าจำไม่ผิดคุณอายุมากกว่าผม จะให้ผมเรียกคุณว่าจูเหล่าซื่อเหมือนคนอื่น หรือให้เรียกคุณว่าหลงเกอดีล่ะครับ” ไป๋อวี่ส่งเสียงอันร่าเริงยิ้มทักทายอี้หลง ประหนึ่งคนที่สนิทสนมกันมาก่อน??

อี้หลงทำหน้าครุ่นคิดสักครู่ ก่อนตอบกลับไปว่า

“สวัสดีครับ เออ คุณอายุน้อยกว่าผมงั้นเหรอครับ ที่แรกผมคิดว่าคุณอายุมากกว่าผมซะอีก”

“แหมคุณจูครับ ผมน่ะเพิ่ง28เองนะครับ แบบนี้คุณหาว่าผมหน้าแก่เหรอครับ”

.. ไป๋อวี่ตอบกลับพร้อมกับทำสีหน้าจริงจังแบบซีเรียส เหมือนจะไม่พอใจที่ถูกหาว่าตนเองหน้าแก่ จนอี้หลงเริ่มเป็นกังวล จนทำตัวไม่ถูก

“ขอโทษครับ ผมไม่ได้มีเจตนา ผมไม่ได้คิดแบบนั้นเลยนะครับ” อี้หลงรีบขอโทษกลับแบบร้อนรน

“ฮ่าฮ่าฮ่า คุณไม่ต้องซีเรียสขนาดนั้นก็ได้ครับ ผมแค่ล้อคุณเล่นเท่านั้นเอง เรื่องแค่นี้ผมไม่ได้คิดมากหรอก” ไป๋อวี่อดขำกับท่าทีที่แสนจริงจังของนักแสดงนำร่วมคนนี้ไม่ได้

“จูอี้หลงคนนี้ดูท่าจะเป็นคนจริงจังกับชีวิตแหงมๆ เห็นแล้วน่าแกล้ง น่าแหย่แบบสุดๆเลย”

ไป๋อวี่ที่เอาแต่ยืนยิ้มตาหยี่มองนักแสดงร่วมของตน ประหนึ่งได้ของเล่นใหม่ที่แสนถูกใจ ในขณะที่อี้หลงคนที่ถูกมองด้วยสายตาท่าทางแบบนั้น กลับรู้สึกเขินจนทำตัวไม่ถูก

“อะ. เออ.. สวัสดีค่ะ ดิฉันหยางอี้เป็นผู้จัดการส่วนตัวของคุณจูอี้หลง ยินดีที่ได้รู้จักค่ะ”

.. หยางอี้อดใจที่จะทำลายบรรยากาศที่ชวนแปลกนี้ไม่ได้จริงๆ เธอกลัวเสี่ยวหลงของเธอจะถูกเจ้าเด็กไป๋อวี่คนนี้แกล้งปั่นหัวซะเหลือเกิน เพราะถึงเสี่ยวหลงของเธอจะอายุมากกว่าเจ้าเด็กนี่ แต่ดูจากบุคคลิกท่าทางแล้ว ความอ่อนต่อโลกไร้เดียสาของเสี่ยวหลงของเธอ ดูเหมือนเขาจะพ้ายแพ้กับความยียวนของเจ้าหนุ่มนี่แบบขาดลอย แล้วแบบนี้จะไม่ให้เธอเป็นห่วงได้อย่างไร 

“แต่มองในแง่ดี อย่างน้อยเจ้าเด็กไป๋อวี่ก็เป็นคนเฟรนลี่  เขาทั้งคู่เป็นนักแสดงที่ต้องเข้าฉาก ต่อบทด้วยกันมากที่สุดของเรื่อง การที่เขาเข้าหาเสี่ยวหลงก่อนแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เพราะถ้าจะรอให้เสี่ยวหลงเข้าหาก่อนเอง มีหวังรอให้ถ่ายละครเรื่องนี้จบ ก็ไม่รู้ว่าเสี่ยวหลงจะเข้าหาใครก่อนเป็นหรือเปล่าก็ไม่รู้” ว่าแล้วเธอก็ได้แต่ถอดหายใจ

“สวัสดีครับ ผมไป๋อวี่ แสดงเป็นคู่หูของจูเหล่าซือในเรื่องครับ” ไป๋อวี่แนะนำตัวกลับพร้อมกับยิ้มหยี่ให้กับหยางอี้

“ดิฉันฝากดูแลคุณจูอี้หลงด้วยนะคะ เขาค่อนข้างมีโลกส่วนตัวสูง คุณก็เข้าใจเขาหน่อยก็แล้วกันนะคะ”

“ไม่มีปัญหาครับ ผมจะดูแลจูเหล่าซือให้ดีที่สุดเอง”

.. ไป๋อวี่ยิ้มตาหยีหันกลับไปมองหน้าอี้หลงที่บัดนี้ เขาได้กลับมาทำหน้าเคร่งขรึมไร้อารมณ์เหมือนเดิม อี้หลงรู้สึกไม่ค่อยพอใจที่พี่สาวของเขา ฝากฝังให้คนอายุน้อยกว่ามาดูแลเขา เหมือนกับว่าเขานั้นยังเป็นเด็กเล็กๆที่ต้องการคนดูแลก็ไม่ปาน

“พี่อี้ ไหนพี่บอกว่ามีงานที่อื่นต่อ ต้องรีบไปไงครับ”

“เออใช่ ว้าย.. สายแล้วนี่ พี่ไปก่อนนะเสี่ยวหลง ดิฉันขอตัวกลับก่อนนะคะ คุณไป๋อวี่”

“ครับ โชคดีนะครับคุณหยางอี้”

.. ไป๋อวี่กล่าวลาหยางอี้ พร้อมกับหย่อนก้น นั่งลงข้างๆอี้หลง แต่อี้หลงกลับเลิกคิ้วขึ้นทำหน้างงๆ พร้อมกับถามออกไปว่า

“ทำไมคุณถึงมานั่งตรงนี้ล่ะครับ”

“จูเหล่าซือครับ คุณลืมไปหรือเปล่าครับว่าเรื่องนี้เราไม่มีนางเอกนะครับ และถ้าเทียบในเวอร์ชั่นนิยาย ก็ต้องเป็นผมไม่ใช่เหรอครับที่เป็นนางเอกของคุณ ดังนั้นเก้าอี้ที่ตั้งอยู่ข้างพระเอกตัวนี้ ก็ต้องเป็นที่นั่งของผมถูกต้องที่สุดแล้ว” ไป๋อวี่ตอบกลับพร้อมกับทำหน้าแบบเหนี่อยใจอย่างช่วยไม่ได้

“อ๋อ ขอโทษครับผมลืมคิดไป เออ.. ถ้าคุณเปรียบเทียบแบบนั้น…ก็…”

“ถ้าเขาเป็นนางเอก เราก็เป็นพระเอกนี่น่า แล้วในนิยายเรา2คนก็…”

.. จูอี้หลงดันเผลอคิดตามคำที่ไป๋อวี่พูด เลยทำให้นึกถึงเนื้อหาในนิยายก็อดที่จะหน้าแดงไม่ได้

“ฮ่าฮ่าฮ่า จูเหล่าซือครับ คุณหน้าแดงแบบนี้ แสดงว่าได้อ่านนิยายต้นฉบับมาแล้วเหมือนกันสินะครับ”

.. อี้หลงไม่ได้ตอบคำถาม เขาทำเพียงแค่ผยักหน้า จากนั้นเขาก็ไม่กล้าที่จะเผชิญหน้ากับไป๋อวี่แบบตรงๆอีกเลย เขาจึงเลี่ยงหันหน้าหลบไปทางอื่น ส่วนไป๋อวี่ยังคงยังคงนั่งอมยิ้มมองหน้าที่แดงจนถึงใบหูของอี้หลงอย่างไม่วางตา ไป๋อวี่เผลอหัวเราะออกมาเบาๆ เขารู้สึกว่าพี่ชายคนนี้ช่างดูไร้เดียงสา และน่าแกล้งมากเสียเหลือเกิน เขาคิดไปว่า

“ดีจังที่รับแสดงละครเรื่องนี้ เพราะมีคนน่ารักๆให้เขาได้แกล้งเล่นด้วย ในแต่ละวันที่ได้มาถ่ายทำละครเรื่องนี้คงมีแต่เรื่องสนุกๆเป็นแน่” ^_^

 

 

[ฟีคนิยาย] รักของคุณมีจริงหรือเปล่า? #2

แถมภาพจากวันบวงสรวงเปิดกล้องค่ะ

 

Views All Time
Views All Time
1404
Views Today
Views Today
1
Facebook Comments

Next Post

Previous Post

© 2019 Review By Natsu

Theme by Anders Norén