รีวิว/สปอยการ์ตูน,นิยาย วายชายรักชาย

[ฟีคนิยาย] รักของคุณมีจริงหรือเปล่า? #2

**เรื่องราวต่อจากนี้ เป็นเรื่องที่แอดมินแต่งขึ้นเอง โดยได้แรงบันดาลใจจากจูอี้หลงกับไป๋อวี่
ถึงเหตุการณ์หรือสถานะการณ์บางอย่างในนิยายจะคล้ายคลึงกับเรื่องจริง
แต่ความจริงแล้วเป็นเพียงเหตุการณ์สมมุติที่แอดมินเสริมแต่งขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น


รักของคุณมีจริงหรือเปล่า? บท2 

“งานบวงสรวงเป็นยังไงบ้าง”

“ก็ปกติดี”

“ที่พี่ถาม หมายถึงนักแสดงร่วมคนอื่นๆ โดยเฉพาะตาไป๋อวี่นั่นน่ะ”

“เขาก็เป็นคนคุยเก่ง เข้ากับคนอื่นได้ง่าย เวลาทำงานด้วยกันจริงๆก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”

“อีกไม่กี่วันก็จะเปิดกล้องจริงๆแล้ว ถ้าเธอคิดว่าไม่มีปัญหาอะไรก็ดีแล้วล่ะ”

“ครับ”

“วันนั้นพี่ยังไม่แน่ใจว่าจะว่างไปส่งเธอหรือเปล่า เอาไว้ใกล้ๆพี่จะบอกอีกทีนะ”

“ไม่เป็นไรครับ เรื่องแค่นี้ผมดูแลตัวเองได้”

อี้หลงวางโทรศัพท์หลังจากคุยกับหยางอี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นเขาก็ทิ้งตัวนอนลงบนเตียง

“คุยเก่ง เป็นกันเอง เข้ากับคนอื่นได้ง่าย อยู่ด้วยแล้วไม่รู้สึกอึดอัด เป็นครั้งแรกเลยนะ ที่เราไม่รู้สึกอึดอัดกับคนแปลกหน้าแบบนี้ หวังว่าเขาคงแสดงในบทบาทของตัวเขาเองได้ดี เราจะได้ไม่ต้องเหนื่อยใช้จิตนาการเข้าช่วยให้มากนัก” อี้หลงหันไปมองบทละครเรื่องเจิ้นหุนที่วางอยู่ข้างตัว

“ผู้กำกับให้สิทธิ์ในการตีความตัวละครเสิ่นเวยกับเราเต็มที่ เสิ่นเวย? รอคอยคนรัก? ความห่วงหาอาทร กับรักที่ไม่สามารถแสดงออกทางกายได้งั้นเหรอ?   เสิ่นเวย ความรักของนายฉันจะแสดงออกมายังไงดีนะ”

“จ้าวอวิ๋นหลาน ผู้ชายที่นายห่วงหาอาทร รักมาก ห่วงใยมาก นายทำเพื่อเขาได้ทุกอย่าง” อี้หลงนอนหลับตา คิดถึงตัวตนของจ้าวอวิ๋นหลานคนที่เขาต้องรัก คนที่เขาต้องห่วงหาอาทร

“จ้าวอวิ๋นหลาน คนที่ฉันต้องรักต้องห่วงใย…”

 

 ………………………………………………………………………………………………

 

[วันแรกของการถ่ายทำละครเรื่องเจิ้นหุน กับฉากพบกันครั้งแรก]

 

 

.. ฉากพบกันครั้งแรก ศาสตราจารย์เสิ่นบังเอิญเห็นนักศึกษา โหนเชือกห้อยตัวลงมาจากหน้าต่างชั้น2ของอาคาร ด้วยความเป็นห่วงเกรงว่านักศึกษาจะเป็นอันตราย จึงได้ร้องตะโกนห้ามปราม แต่แล้วผู้ชายที่โผล่หน้าออกมาจากหน้าต่างชั้นที่2ของอาคาร กลับเป็นจ้าวอวิ๋นหลาน ผู้ชายที่เขาเฝ้ารอและห่วงหามานานกว่า1หมื่นปี

อี้หลงยืนหลับตา ในสมองของเขากำลังจิตนาการว่าตนเองรักและคิดถึงคนๆหนึ่งมากมายเหลือเกิน และมันยาวนานเหลือเกินกับการที่ต้องเฝ้ารอคนคนนั้น หน้าของไป๋อวี่ทับซ้อนกับจ้าวอวิ๋นหลานในจิตนาการของเขา

“ไม่รู้ว่าเราจะมีโอกาสได้เจอคนคนนั้นอีกสักครั้งไหมนะ

“แอคชั่น!!”

อี้หลงลืมตาขึ้น แล้วก้าวเดินไปตามทางเท้าที่มุ่งสู่อาคารเรียน

“หัวหน้าปล่อยผมไปเถอะ ผมอยากกลับบ้าน”

.. เสิ่นเวยเงยหน้าขึ้นมองไปยังหน้าต่างชั้น2ของอาคาร เพื่อหาต้นเสียงที่ร้องโอ๊ดครวญด้วยความประหลาดใจ

“นักศึกษา! คุณไปทำอะไรตรงนั้น มันอันตรายมากรู้ไหม อ๊ะ! ระวัง!”

ตุ๊บ! เสี่ยวกัวร่วงลงจากหน้าต่างชั้นสอง จู่ๆที่หน้าต่างบานที่เสี่ยวกัวตกลงมา ก็ปรากฏภาพของผู้ชายคนหนึ่งโผล่ออกมา

“ไม่จริงใช่ไหม!? เป็นเขา! นั่นเขา! ใช่เขาจริงๆด้วย ในที่สุดผมก็ได้เจอคุณแล้วจริงๆ”

.. เสิ่นเวยเงยหน้ามองจ้าวอวิ๋นหลานด้วยใบหน้าที่ตกตะลึง ไปพร้อมๆกับสายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความรักความโหยหาที่มีต่อคนรักที่พลัดพรากกันมานาน

“คัท!!”

.. อี้หลงจมอยู่กับอารมณ์ความรู้สึกนั้นพักใหญ่ จนทีมงานต้องเดินมาสะกิตเรียก อี้หลงจึงละสายตาแล้วมองไปทางผู้กำกับและทีมงาน ที่ต่างจ้องมองอี้หลงด้วยความประหลาดใจ จนอี้หลงอดสงสัยไม่ได้ จึงต้องเอ่ยปากถามออกไป

“มีอะไรเหรอครับ หรือว่าผมแสดงไม่ผ่าน จะถ่ายอีกเทคก็ได้นะครับ”

“เปล่าๆ คุณแสดงอารมณ์ผ่านทางสีหน้าและแววตาได้กว่าที่ผมจิตนาการไว้ซะอีก คุณแสดงได้ดีมาก” ผู้กำกับอดเอ่ยปากชมอี้หลงไม่ได้ แม้แต่ทีมงานที่อยู่รอบๆ ต่างก็เอาแต่ผยักหน้าและยิ้มให้อี้หลงกันแทบทุกคน

“ผู้กำกับครับ ฉากเมื่อกี้เป็นยังไงบ้าง ต้องถ่ายใหม่หรือเปล่าครับ”

.. ไป๋อวี่ที่วิ่งลงมาจากชั้นสองของอาคาร เอ่ยถามผู้กำกับด้วยความสงสัย เพราะตัวเขาเองอยู่บนอาคารชั้นสอง ห่างจากตัวอี้หลงมาก จึงไม่สามารถมองเห็นการแสดงของอี้หลงได้ชัดเจนมากนัก

“ไม่แล้วล่ะ ฉากนี้เพอร์เฟ็ก เตรียมถ่ายฉากต่อไปได้เลย”  ผู้กำกับหันมาบอกกับไป๋อวี่ แล้วก็เดินมาตบบ่าอี้หลงเพื่อชมเฉยเขาอีกครั้ง

“พี่ไป๋ เมื่อกี้คุณจูแสดงได้ดีมากเลย เล่นเอาอึ้งไปทั้งกอง พี่อยู่ชั้น2คงมองเห็นไม่ชัดล่ะสิ”

“ก็มองไม่ชัดจริงๆนั่นแหล่ะ งั้นขอดูมอนิเตอร์ฉากเมื่อกี้ก่อนได้ไหม อยากเห็นที่เขาอึ้งกันทั้งกองที่ว่า มันเป็นแบบไหน” ไป๋อวี่พูดกับทีมงาน แต่สายตากลับมองมาที่อี้หลงด้วยความสงสัยใคร่รู้

“ได้สิครับพี่ คิดว่าผู้กำกับคงไม่รีบ เพราะเจ้าเหมี่ยวนักแสดงคนสำคัญของฉากต่อไป ดูท่าจะยังไม่พร้อมเท่าไร” ผู้ช่วยช่างภาพเดินนำไป๋อวี่ไปที่มอนิเตอร์ เพื่อดูฉากที่เพิ่งถ่ายไปเสร็จไป

 

.. อี้หลงมองตามไป๋อวี่ที่เดินจากไปด้วยอาการเหม่อลอย พักเขาก็สะบัดหัว2-3ที เพื่อเรียกสติของตัวเองกลับมา มองทีมงานที่คุยเล่นหัวกับไป๋อวี่อย่างสนุกสนานเป็นกันเอง เขาไม่แปลกใจเลยกับการเรียกขานของคนในกอง ถึงแม้ว่าตัวเขากับไป๋อวี่จะอยู่ในฐานะนักแสดงนำของเรื่องเหมือนกัน แต่คำเรียกขานที่ทีมงานเรียกเขากับไป๋อวี่ กลับแตกต่างกันมากนัก “คุณจู กับพี่ไป๋” ถึงแม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ทำงานกับทีมงานกองถ่ายนี้ แต่เพิ่งเปิดกองได้เพียงไม่กี่วัน ระดับความสนิทสนมคุ้นเคยของไป๋อวี่กับทีมงาน กลับแซงหน้าเขาผู้ซึ่งเคยทำงานร่วมกันมาก่อนแล้ว

“ช่างเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นง่ายซะจริงๆ” อี้หลงมองไปทางไป๋อวี่ที่กำลังก้มดูมอนิเตอร์พร้อมกับยิ้มและส่ายหัว

“เพราะนายเป็นคนเข้ากับคนรอบข้างได้ง่ายเกินไป หรือเป็นเพราะฉันเป็นคนที่เข้าถึงยากจนเกินไปกันนะ”

 “หลงเกอ พี่นี่สุดยอดจริงๆเลย พี่เห็นที่ตัวเองแสดงหรือยัง มาสิมาดู” ไป๋อวี่ตะโกนเรียกอี้หลงให้ไปดูมอนิเตอร์ด้วยกัน

“เดี๋ยวนะ! เขาเรียกฉันว่าอะไรนะ หลงเกอเหรอ เมื่อวานยังเป็นจูเหล่าซืออยู่เลย นายจะตีซี้คนอื่นเกินไปแล้วนะ เสี่ยวไป๋!อี้หลงได้แต่ส่ายหน้าและเดินไปที่จอมอนิเตอร์ตามคำชวนของไป๋อวี่

.. เมื่อเดินไปที่จอมอนิเตอร์อี้หลงก็พบว่า ที่จอกำลังฉายภาพเขาที่กำลังเงยหน้าขึ้นมอง ทั้งสีหน้าและแววตาที่เขาแสดงออกมานั้น จะว่ายังไงดี “โครตจะโหยหาความรักเลย เนี่ยเขาแสดงสีหน้าแบบนั้นออกไปเหรอเนี่ย” แม้แต่ตัวเขาเองก็ยังไม่อยากเชื่อ

“ผมอยากรู้จริงๆเลยว่า ตอนนั้นพี่กำลังคิดอะไรอยู่”

.. ไป๋อวี่เอ่ยถามอี้หลง ในขณะที่ตายังมองที่จอมอนิเตอร์อยู่ สักพักก็ยังไม่ได้ยินคำตอบจากหลงเกอของเขา เขาจึงเงยหน้าจากจอมอนิเตอร์ แล้วมองไปยังอี้หลงที่ยืนอยู่ข้างๆ แล้วก็พบว่า หลงเกอของเขานั้น หน้าแดงอ้าปากพะงาบพะงาบแต่ไรซึ่งเสียงใดๆ เขาจึงหัวเราะออกมา และก่อนที่ทั้งคู่จะได้พูดอะไรออกมา ก็มีทีมงานเดินเข้ามา

 

“ผู้กำกับให้มาเรียกพวกคุณทั้ง2คน ไปเข้าฉากต่อไปได้แล้วค่ะ”

“ครับ” อี้หลงตอบกลับแล้วรีบเดินจากบรรยากาศที่สำหรับเขาแล้ว มันชวนอึดอัดไม่ใช่น้อย

 

.. อี้หลงพบตัวเองว่าการที่ได้เข้าบทแสดงกับไป๋อวี่นั้น เป็นอะไรที่ราบรื่นกว่าที่คิดไว้มาก และมีหลายครั้งที่ไป๋อวี่นั้นเล่นนอกบท แต่การนอกบทนั้นกลับเป็นการส่งอารมณ์ให้บทที่เขาทั้งคู่ต้องแสดง มีความสมจริงในด้านอารมณ์มากขึ้น แม้กระทั่งเสียง “คัท” จากผู้กำกับดังขึ้น ตัวอี้หลงเองก็ยังรู้สึกอินกับตัวละครที่เขาสวมบทบาทนั้นอยู่นานพอดู

 

.. สำหรับอี้หลงแล้วนั้น ยิ่งอยู่ในกองถ่ายนานวันเข้า เขาก็เริ่มรู้สึกว่าไป๋อวี่ตัวจริงนั้น นิสัยไม่ได้ต่างจากคาแรกเตอร์จ้าวอวิ๋นหลานที่เจ้าตัวแสดงออกเลย หรือเพราะเหตุผลนี้กันนะ เขาถึงได้รู้สึกไม่อึดอัดเวลาที่อยู่กับไป๋อวี่

 

.. อี้หลงมองไปทางไป๋อวี่ที่กำลังเข้าฉากกับนักแสดงคนอื่นอยู่อย่างเหมอลอย จนได้ยินเสียง “คัท” จากผู้กำกับ เขาถึงได้สติ เขาชักเริ่มแปลกใจกับความรู้สึกแปลกที่เกิดขึ้นกับเองในเวลานี้

 “สงสัยเราจะอินกับการเป็นเสิ่นเวยมากเกินไปแล้วล่ะมั้ง แยกแยะหน่อยแยกแยะ” อี้หลงส่ายหัวกับความไม่เอาไหนของตนเอง แล้วก้มหน้าลงพยายามดึงสมาธิให้กลับมาที่บทของเสิ่นเวยที่อยู่ในมือ

 

“หลงเกอออออ”

.. น้ำเสียงออดอ้อนที่ดังมาก่อนที่จะเห็นตัว ไม่ต้องบอกอี้หลงก็รู้ว่าเป็นใคร อี้หลงเงยหน้าขึ้นจากบท มองหน้าเจ้าของเสียงเป็นเชิงถามว่ามีอะไร ถึงได้ใช้น้ำเสียงเชิงออดอ้อนเขาแบบนั้น

“ผมหิวมากเลย เมื่อเช้ารีบไปหน่อยเลยยังไม่ได้กินอะไรมาเลย ผมเห็บแวบๆว่าพี่ถือถุงอะไรบางอย่างมาด้วย หวังว่าพี่คงไม่ทำลายความหวังอันน้อยนิดของน้องชายคนนี้นะครับ” ไป๋อวี่ทำตาปริบๆ เพื่อให้อี้หลงสงสารน้องชายตาดำๆอย่างเขาคนนี้

 

.. อี้หลงได้แต่ส่ายหน้าอย่างระอา หยิบถุงครัวซองที่ถูกพนักงานสตาร์บัคส์ยัดเยียดมาให้ ตอนที่เขาแวะซื้อกาแฟก่อนเข้ากองถ่ายเมื่อเช้า ยื่นส่งให้ไป๋อวี่ที่ทำตาปริบๆซะจนหน้าหมั่นไส้มากกว่าน่าสงสารเสียอีก

 

.. เมื่อไป๋อวี่ได้รับถุงครัวซองจากมือของอี้หลงแล้ว ก็กล่าวขอบคุณ พร้อมกับทิ้งตัวลงนั่งบนโซฟาตัวเดียวกันข้างๆอี้หลง

“ที่บ้านไม่มีใครเตรียมอาหารเช้าไว้ให้คุณเลยเหรอ หรือว่าคุณพักอยู่คนเดียว” อี้หลงอดถามด้วยความสงสัยไม่ได้

“กองถ่ายไกลจากบ้านผมน่ะ ก็เลยเช่าโรงแรมแถวนี้อยู่ชั่วคราวไปก่อน” ไป๋อวี่มองหน้าอี้หลง พร้อมกับพูดต่อด้วยรอยยิ้มที่ยี่ยวนว่า

“แล้วทำไมไม่กินอาหารเช้าจากโรงแรมก่อนมากองถ่าย พี่ต้องถามแบบนี้ต่อแน่เลยใช่ไหม?” ไป๋อวี่เว้นจังหวะการพูดพร้อมกับเงยหน้าจากครัวซอง มองไปที่หน้าของอี้หลงแล้วพูดต่อไปว่า

“นั่นก็เพราะว่าวันนี้ผมดันตื่นสาย เลยไม่มีเวลากินอะไรเลย ชีวิตหนุ่มโสดที่อยู่เพียงลำพัง ก็ลำบากอย่างนี้แหล่ะครับ” ไป๋อวี่พูดประโยคสุดท้ายที่ฟังดูท้อแท้สิ้นหวัง ยกมือ2ข้างแบขึ้น พร้อมกับโยกหัวไปมา

อี้หลงคิดไปว่า “เจ้าเด็กนี่ อายุก็ปูนนี้แล้วยังมาทำออดอ้อนเป็นเด็กๆไปได้” รู้ตัวอีกที อี้หลงก็ยืนมือออกไปหมายจะขยี้หัวเจ้าผู้ใหญ่ที่ชอบทำตัวออดอ้อนเหมือนเด็กๆคนนี้  แต่เขาก็ได้สติเสียก่อน

“เอ๊ะ นี่เรากำลังจะทำบ้าอะไรเนี่ย”  อี้หลงรีบชักมือกลับอย่างรวดเร็ว  “โชคดีที่ไป๋อวี่ไม่ทันเห็นว่าเรากำลังจะทำอะไร” อี้หลงแอบปาดเหงื่อในใจ ที่ตนเองดันมาสูญเสียความเยือกเย็นในสถานการณ์แบบนี้

 

.. แต่การเผลอตัวของอี้หลง ไหนเลยจะรอดพ้นจากสายตาช่างแต่งหน้าประจำกอง ที่กำลังเดินเข้ามาเพื่อเช็คความเรียบร้อยบนใบหน้าของไป๋อวี่ ก่อนที่เขาจะต้องเข้าฉากเป็นถัดไปอีกครั้งหนึ่ง

 

“เสี่ยวฉิง ทำไมทำหน้าอย่างนั้นล่ะ”

.. ไป๋อวี่เห็นช่างแต่งหน้าทำหน้าตาอึ้งแบบแปลกๆ จึงอดสงสัยที่จะถามไม่ได้

“ป.. เปล่าไม่มีอะไรค่ะ” เสี่ยวฉิงยิ้มแหยๆ ได้แต่ตอบคำถามในใจว่า “โธ่พี่ไป๋ หนูรึจะกล้าวิจารณ์ท่านชายเย็นชาต่อหน้าต่อตากันเล่า พี่นี่ก็ช่างถามออกมาได้”

 

.. ไป๋อวี่ลุกขึ้นจากโซฟา เดินตรงเข้ามาหาเสี่ยวฉิง พร้อมกับหรี่ตามองแบบคาดคั้นเอาความ

.. เสี่ยวฉิงแอบหลบตา มองไปทางอี้หลงกึ่งขอความช่วยเหลือและกึ่งขอความเห็นใจ

“ไม่ต้องมองหลงเกอเลย มองฉันนี่ คิดจะมีความลับปิดบังจ้าวอวิ๋นหลานคนนี้ล่ะก็ ฝันไปเถอะ ถ้าไม่สารภาพความผิดซะแต่ตอนนี้  ฉันจะสั่งลูกน้องให้นำตัวไปเข้าห้องสอบสอนซะเดี๋ยวนี้ หึหึหึ” ไป๋อวี่ทำหน้าตาแสนชั่วร้ายออกมาแกล้งเสี่ยวฉิง

อี้หลงที่มองการกระทำนั้นอยู่ จึงได้แต่ส่ายหน้าระอากับความรักสนุกกลั่นแกล้งช่างแต่งหน้าของน้องชายตัวดีของเขา “น้องชายงั้นเหรอ?”  

“ผู้กองจ้าว เสี่ยวฉิงยอมแพ้ ยอมบอกแล้วค่า อย่าทำอะไรเสี่ยวฉิงเลย” เสี่ยวฉิงผู้น่าสงสาร ร้องขอความเมตตาจากผอ.หน่วยสืบสวนสอบสวนพิเศษ

 

.. อี้หลงมองลูกคู่ที่กำลังแสดงบทตำรวจกับผู้ต้องหาที่กำลังถูกสอบปากคำ? แล้วรำพึงกับตัวเอง “เอาเข้าไป นี่ก็บ้ารับมุขตามไป๋อวี่ซะงั้น  ก็เข้าใจอยู่หรอกว่าทีมงานในกองถ่ายนี้เป็นคนยังไง แต่ไอ้อาการรับมุขเข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ยแบบนี้ มันออกจะเกินไปหน่อยไหม บ้าบอกันซะจริงๆ” อี้หลงได้แต่ถอนหายใจ เลิกสนใจนักแสดงปาหี่2คนนั้น แล้วก้มหน้าอ่านบทละครในมือที่อ่านค้างไว้อยู่ต่อ

“งั้นว่ามา สารภาพมาตามตรง ห้ามโกหก อย่าให้ฉันต้องใช้เครื่องมือจับเท็จ”

“ผู้กองจ้าวต้องรับปากก่อนว่า ถ้าเสี่ยวฉิงพูดอะไรออกไปแล้ว เกิดทำให้ศาสตราจารย์เสิ่นไม่พอใจเสี่ยวฉิงขึ้นมา ผู้กองจ้าวออกตัวปกป้องเสี่ยวฉิงด้วยนะ”

 

 

.. อี้หลงคิ้วขมวดเข้าหากัน เงยหน้าขึ้นจากบทละครในมือ จ้องมองไปยังนักแสดงปาหี่2คนที่กำลังแสดงละครโดยพากพิงถึงเขา?

 

.. ไป๋อวี่หันกลับมามองอี้หลงสลับกับเสี่ยวฉิงไปมา พร้อมกับทำหน้าตาเจ้าเล่ห์ แล้วตอบกลับเสี่ยวฉิงไปว่า

“ได้ ไม่ว่าศาสตราจารย์เสิ่นจะโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแค่ไหน ขอแค่ฉันคนนี้อ้อนนิดอ้อนหน่อย รับรองว่าศาสตราจารย์เสิ่นก็หายโกรธเป็นปลิดทิ้งแล้ว”

 

“ใครก็ได้ ช่วยเอานักแสดงปาหี่2คนนี้ไปเก็บให้พ้นๆซะ แล้วเมื่อไรผู้กำกับจะมาลากตัว2คนนี้ไปถ่ายฉากต่อไปซะทีนะ”   อี้หลงบ่นในใจพร้อมกับมองไปทางทีมงาน ที่กำลังยุ่งกับการถ่ายฉากนักแสดงสบทคนอื่นอยู่

 

“พี่ไป๋รู้อยู่แล้วใช่ไหมค่ะว่า คุณจูน่ะเคยร่วมงานกับกองถ่ายนี้มาก่อน” เสี่ยวฉิงถามไป๋อวี่ด้วยเสียงที่เบาลง เหมือนอยากให้ได้ยินกันแค่2คน

“อืมก็พอได้ยินมาอยู่บ้าง แล้วทำไมเหรอ”

“แล้วรู้ไหมค่ะว่า พวกเราแอบตั้งฉายาคุณจูว่าอะไร”

“เอ.. อันนี้ยังไม่รู้แหะ หลงเกอมีฉายาว่าอะไรเหรอ”

“ท่านชายเย็นชาน่ะสิค่ะ” เสี่ยวฉิงยิ่งลดเสียงให้เบาลงไปอีก

“ท่านชาย ก็ได้อยู่นะ หลงเกอมาดแลดูเป็นผู้ดีเหมือนท่านชายจริงๆนั่นแหล่ะ แล้วไอ้คำว่าเย็นชามาจากไหนล่ะ” ไป๋อวี่ถามต่อ ถึงพอจะเดาได้อยู่บ้างว่า ไอ้คำว่าเย็นชาที่ว่านั้นมีที่มาอย่างไร

“โธ่พี่ไป๋ แกล้งทำเป็นไม่รู้หรือเปล่าเนี่ย”

“ก็ไม่รู้สินะ ฉันไม่เห็นหลงเกอเย็นชาใส่ฉันเลย ก็เลยไม่รู้ว่าไอ้อาการเย็นชา จนถูกคนอื่นแอบตั้งฉายาว่าท่านชายเย็นชานั้นเป็นยังไง” ไป๋อวี่พูดเสียงดังขึ้น โดยจงใจให้คนที่กำลังนั่งอ่านบทอยู่บนโซฟาได้ยินเสียงของตนเอง

“พี่ไป๋! เสียงดังเกินไปแล้วนะคะ ก็มีแต่พี่คนเดียวนั่นแหล่ะ ที่ดูเหมือนจะเป็นข้อยกเว้น” เสี่ยวฉิงแอบชำเลืองไปที่โซฟา เธอชักรู้สึกว่าตัวเองจะเห็นพลังงานสีดำจางๆ เริ่มก่อตัวโอบล้อมคนที่นั่งอยู่บนโซฟานั้นแล้ว

 

“*เฮ่ยผาวต้าเหริน!” เสี่ยวฉิงอุทานออกมาด้วยความหวั่นใจ พร้อมหลบข้างหลังไป๋อวี่ จนไป๋อวี่มองเสี่ยวฉิงสลับกับอี้หลงแล้วอดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้

(*เฮ่ยผาวต้าเหริน หรือท่านชุดคลุมดำ เป็นอีกร่างของศาสตาจารย์เสิ่น ที่มักจะปรากฏร่างนี้ตอนสำแดงพลังจัดการกับผู้ร้าย ซึ่งตัวละครนี้เป็นอีกบทบาทหนึ่ง ที่อี้หลงต้องแสดงในละครเจิ้นหุนนี้)

 

.. เสี่ยวฉิงที่หลบอยู่ข้างหลังไป๋อวี่ โผล่หน้าออกมายิ้มแหยๆ ยกมือพนมทำท่าทางเหมือนขอโทษอี้หลง

.. ไป๋อวี่อดที่จะแกล้งแหย่ทั้งเสี่ยวฉิงและอี้หลงต่อไม่ได้ เลยเอ่ยปากออกไปว่า

“นี่เสี่ยวฉิง ลืมไปแล้วหรือไง ท่านเฮ่ยผาวน่ะ วาปหายตัวได้ด้วยนะ ดังนั้นต่อให้เธอหลบข้างหลังฉันแบบนี้ ก็ใช่ว่าจะหลบพลังมืดของท่านเฮ่ยผาวไปได้หรอก”

“อ้าว.. นั่นผู้กำกับสั่งคัทแล้ว ไปเช็คหน้านักแสดงคนอื่นก่อนเถอะ” หลังจากไป๋อวี่หาทางลงให้เสี่ยวฉิงได้แล้ว เธอจึงรีบเผ่นออกจากโซนอันตรายไปอย่างรวดเร็ว

 

.. เมื่อเสี่ยวฉิงเผ่นหนีไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไป๋อวี่ก็เดินยิ้มตาหยี่ กลับนั่งข้างๆอี้หลงอีกครั้ง แล้วก็ถามอี้หลงไปว่า

“จริงหรือเปล่า ผมเป็นคนเดียวที่หลงเกอไม่สวมหน้ากากเย็นชาใส่”

 

“ก็คนอื่นกับนายไม่เหมือนกันนี่ กับคนอื่นฉันรู้สึกว่าเป็นเรื่องยุ่งยากน่ารำคาญ อยู่ด้วยนานๆแล้วชวนให้รู้สึกอึดอัด แล้วทำไมฉันจะต้องไปทรมานตัวเอง ทำในสิ่งที่ไม่ชอบไม่สบายจด้วยล่ะ ฉันก็เลยสร้างกำแพงมาครอบไว้รอบๆตัว จะได้ไม่มีใครเข้ามาทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดใจ แต่กลับนายมันไม่ใช่ ฉันไม่รู้สึกอึดอัดรำคาญใจที่มีนายมาอยู่ข้างๆเลย นายเป็นคนที่ทำให้ฉันรู้สึกว่านายพิเศษกว่าคนอื่น” อี้หลงได้แต่ตอบคำถามไป๋อวี่ในใจ เขาทำได้แค่ถอนหายใจ มองหน้าไป๋อวี่ แล้วยิ้มแบบคนจนแต้มแทนคำตอบ

.. ไป๋อวี่ยิ้มตอบกลับเช่นกัน เขาพอจะเดาได้ว่า ด้วยนิสัยอย่างอี้หลงจะให้ตอบคำถามที่ว่าออกมาตรงๆได้นั้น คงเป็นเรื่องที่ทำให้หลงเกอลำบากใจซะเปล่าๆ  เขาจึงได้ตอบกลับรอยยิ้มที่จนแต้มของอี้หลงไปว่า

“ถึงพี่จะไม่พูดออกมา แต่ผมก็พอที่จะเข้าใจ แต่พี่รู้ไว้แค่ว่า ผมดีใจนะ ที่พี่ให้ความสำคัญกับผม มากกว่าที่ให้กับคนอื่นแบบนี้”

“ไป๋อวี่ ถึงตาคุณเข้าฉากอีกแล้วครับ” เสียงทีมงานคนหนึ่งตะโกนเรียก

“ขอบคุณนะครับ” ไป๋อวี่กล่าวขอบคุณอี้หลง แล้วลุกจากโซฟา และเดินหายเข้าไปในกลุ่มของทีมงานที่กำลังวุ่นวายกับการจัดฉากเช็คแสงไฟ

 

.. อี้หลงเขารู้ตัวเองดีว่าเขาเป็นคนที่เข้ากับคนอื่นได้ยาก ไม่ใช่ว่าเขาเป็นคนที่ไม่มีใครคบ แต่เป็นเขาเองที่ไม่ชอบความวุ่นวาย เลยเลือกที่จะไม่คบใครเองเสียมากกว่า แต่ความรู้สึกและการตอบสนองทางร่างกายเวลาที่อยู่กับไป๋อวี่นั่น มันเป็นไปโดยอัตโนมัติและเป็นธรรมชาติมาก จนแม้แต่ตัวอี้หลงเองยังแปลกใจ 

“ช่างเถอะ จะคิดมากไปทำไม ก็ปล่อยไปตามธรรมชาติก็แล้วกัน”  

 ตัวเขาเองไม่ได้ใส่ใจว่าใครจะคิดยังไงกับเขาอยู่แล้ว เขามักเลือกทำในสิ่งที่เขาอยากทำ และเลือกที่จะมองข้ามสิ่งที่รบกวนทำให้จิตใจฟุ่งซ่าน

“เอาเวลาที่คิดฟุ้งซ่านเรื่องนี้ ไปคิดเรื่องงานยังจะเป็นประโยชน์ซะกว่า” อี้หลงปรับจังหวะลมหายใจ พยายามตั้งสมาธิเพื่อจดจ่อกับบทละครในมืออีกครั้ง

 

.. ก่อนเลิกกองถ่ายของวันนี้ จู่ๆไป๋อวี่ก็เดินถือโทรศัพท์มายืนต่อหน้าอี้หลง

“ผมขอเบอร์โทรศัพท์พี่หน่อยได้ไหม”

.. อี้หลงมองหน้าไป๋อวี่ พร้อมกับครุ่นคิด  เพราะปกติมือถือส่วนตัวของเขา จะมีแต่เบอร์คนที่สนิทกันจริงๆเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ ถ้าไม่จำเป็นจริงๆเขาเลือกที่จะให้เบอร์มือถือของหยางอี้ไปแทนซะมากกว่า แต่สำหรับไป๋อวี่แล้ว…

“อืม…เอ่อ…”

“โหย นี่ผมขอเบอร์แล้วทำให้พี่ต้องหนักใจขนาดนี้เลยเหรอ” ไป๋อวี่ทำหน้าปวดใจ ราวกับถูกแฟนบอกเลิก

“ป..เปล่า พอดีผมจำเบอร์โทรศัพท์ของตัวเองไม่ได้น่ะ ก็เลยไม่รู้จะบอกคุณยังไง” อี้หลงตอบกลับด้วยสีหน้าจนใจ

“งั้นผมบอกเบอร์ของผม แล้วพี่ก็กดโทรหาผมตรงนี้ทันทีเลยนะ เร็วสิครับ หยิบโทรศัพท์พี่ออกมาซะสิ”

.. อี้หลงหยิบโทรศัพท์ของตัวเองออกมา ปลดล็อก แล้วเงยหน้าขึ้นมองไป๋อวี่เป็นการบอกว่าเขาพร้อมแล้ว

“08xxxxxxx”

.. อี้หลงกดเลขตามที่ไป๋อวี่บอก เสียงเรียกเข้าของโทรศัพท์ในมือไป๋อวี่ดังขึ้น ไป๋อวี่กดตัดสายจากนั้นเขาก็เมมเบอร์หลงเกอของเขาไว้ในโทรศัพท์ เมื่อเสร็จแล้วเขาจึงเงยหน้าขึ้นถามพี่ชายตรงหน้าว่า

“หลงเกอ พี่เล่นวีแชทหรือเปล่า ถ้ายังไงอย่าลืมแอดผมเป็นเพื่อนในวีแชทด้วยนะ”

“ผมเล่นอยู่เหมือนกัน แต่ผมแอดเพื่อนที่ว่าไม่เป็นหรอก ปกติจะเป็นพี่หยางอี้เป็นคนทำให้น่ะ” อี้หลงตอบกลับแบบเขินๆ เพราะตัวเขานั้น อ่อนด้อยเรื่องเทคโนโลยีเอามากๆเลย

“งั้นถ้าพี่ไม่ว่าอะไร ให้ผมทำให้ไหม?” ไป๋อวี่แบมือพร้อมกับขออนุญาตจากเจ้าของโทรศัพท์

.. อี้หลงจึงวางโทรศัพท์ของตนลงบนมือไป๋อวี่

.. ไป๋อวี่กดโน้นนี่นั่นอยู่สักพักใหญ่ จากนั้นก็คืนโทรศัพท์ให้กับอี้หลง พร้อมกับยิ้มตาหยี่แล้วพูดว่า

“เสร็จเรียบร้อยแล้วครับ พี่อย่าลืมส่งข้อความมาทักทายผมบ้างนะครับ”

“อืม..” อี้หลงตอบกลับแบบเขินๆ และก่อนที่จะได้พูดอะไรต่อนั้น ก็มีเสียงบีบแตรดังขึ้นจากทางด้านหลัง จนอี้หลงตกใจแล้วหันกลับไปดู

“ท่านผู้จัดการสาวมารับพี่แล้วล่ะ ผมเลยอดคุยกับพี่ต่อเลย” ไป๋อวี่พูดด้วยน้ำเสียงเสียดายที่ถูกขัดจังหวะ

.. อี้หลงหันกลับมายิ้ม “คุณมีเบอร์โทรผมแล้วนี่ครับ ถ้ามีอะไร ก็โทรหาผมได้ตลอดอยู่แล้ว”

“อ้า จริงสินะ พี่อย่าตัดสายผมทิ้งก็แล้วกัน ไปเถอะคุณหยางอี้กวักมือเรียกพี่ใหญ่แล้ว”

 

“ผมกลับก่อนนะ คุณเองก็… ขอให้เดินทางกลับอย่างปลอดภัยนะครับ” อี้หลงพูดจบก็เดินไปขึ้นรถยนต์ส่วนตัวของหยางอี้ที่กำลังจอดรออยู่ ในขณะที่ไป๋อวี่ยังคงยืนโบกมือบ๊ายบายอยู่ตรงตำแหน่งเดิมที่เขาเพิ่งจะเดินจากมา

.. หลังจากที่รถเคลื่อนตัวออกจากสถานที่ถ่ายทำได้ไม่นาน เสียงข้อความวีแชทจากมือถือของอี้หลงก็ดังขึ้น อี้หลงเลื่อนเปิดอ่านข้อความ ก็พบข้อความจากเพื่อนใหม่ในวีแชทที่มีชื่อว่า “น้องชายสุดที่รักของหลงเกอ” โดยข้อความที่ส่งมาคือ “ขอให้หลงเกอเดินทางกลับปลอดภัยเช่นกันนะ”

.. อี้หลงไม่ได้ตอบกลับข้อความนั้น เพียงแต่ยิ้มพร้อมกับส่ายหน้าเบาๆ เขารู้สึกว่า นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกอยากให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆ เขาจะได้รีบไปกองถ่าย เพื่อที่จะได้พบหน้าน้องชายสุดที่รักของเขา?อีกครั้ง

 

 

Views All Time
Views All Time
898
Views Today
Views Today
2
Facebook Comments

Next Post

Previous Post

© 2019 Review By Natsu

Theme by Anders Norén